
แอลเอไบซิเคิ้ลทุ่มงบขยายธุรกิจ-โกอินเตอร์
แอลเอจักรยานแบรนด์ไทยเดินหน้าทุ่มงบขยายธุรกิจ มุ่งปั้นแบรนด์ไทยผงาดในตลาดต่างประเทศ
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
แอลเอ จักรยานแบรนด์พันธุ์ไทยแท้ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากชายวัยเกษียณอายุ 67 ปี สุรสิทธิ์ ติยะวัชรพงศ์ ณ วันนี้ กำลังแตกหน่อขยายธุรกิจจักรยานทั้งตลาดในประเทศ ที่กำลังเผชิญกับความ|ท้าทายตลาดล่างชะลอตัว และเปิดตลาดในต่างประเทศ รวมถึงการปั้นอินฟินิทหัวหอกสำคัญเจาะตลาดระดับบน จนถึงการต่อยอดสร้างสนามแข่งจักรยานที่เขาใหญ่
สุรสิทธิ์ ติยะวัชรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอ ไบซิเคิ้ล เปิดเผยว่า เริ่มต้นจากธุรกิจสิ่งทอ แต่เล็งเห็นโอกาสทางการตลาด เพราะในยุคนั้นเมืองไทยมีเพียงจักรยานเฟสสันเท่านั้น จึงเกิดความคิดที่จะทำธุรกิจจักรยานแบรนด์แอลเอ ด้วยการสร้างความแตกต่างผสมผสานแฟชั่นจากสิ่งทอมาใส่ลวดลายบนจักรยาน จนแอลเอแจ้งเกิดในตลาดจักรยานเมืองไทย และปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 50-60% จากตลาดมูลค่า 5,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาดจักรยานกำลังเผชิญกับความท้าทาย โดยในปีนี้ตลาดหดตัวลง 10% เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังการซื้อของผู้บริโภคลดลง ซึ่งกระทบต่อตลาดจักรยาน จากปกติตลาดมีอัตราการเติบโต 5% ดังนั้น ยุทธศาสตร์ก้าวต่อไปของแอลเอ จึงทุ่มงบลงทุนกว่า 2,200 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทั้งนี้ ได้ทุ่มงบ 1,000 ล้านบาท สร้างสนามแข่งจักรยานที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา บนพื้นที่ 200-300 ไร่ คาดว่าจะสรุปได้ในวันที่ 26 ก.ย.นี้ และเริ่มดำเนินการต้นปีหน้า ส่วนงบอีก 150 ล้านบาท สำหรับขยายธุรกิจจักรยานเจาะตลาดระดับบนภายใต้แบรนด์อินฟินิท โดยจะเริ่มผลิตเดือน เม.ย.ปีหน้า
นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งแผนกผลิตสินค้าระดับบนขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อปั้นสินค้าแบรนด์ไทยให้แจ้งเกิดในตลาดระดับบน จากปัจจุบันบริษัทมีแอลเอเป็นจักรยานระดับล่าง 80% และแอลเอโปร ระดับกลาง 10% ขณะที่อินฟินิทตั้งเป้ามีสัดส่วน 10% รวมทั้งมุ่งสร้างความหลากหลายเพิ่มทางเลือกให้กับนักปั่นจักรยานไทย โดยนำเข้าจักรยานระดับบน 6 แบรนด์ อาทิ ลุค เข้ามาจำหน่ายร่วม 1 ปีแล้ว และจะทยอยนำเข้าแบรนด์อื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต ตั้งเป้าปีหน้าสัดส่วนสินค้านำเข้าเพิ่มจาก 5% เป็น 20%
“เราเผชิญกับปัญหาตลาดระดับล่างที่มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท เริ่มหดตัว ขณะที่ตลาดจักรยานระดับบนมูลค่า 1,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของตลาดรวม ปีนี้ยังเติบโต 10% ซึ่งพฤติกรรมคนไทยเริ่มยกระดับการขี่จักรยานจากระดับกลางมาสู่ระดับบน|ในช่วง 2-3 ปีมานี้ อีกทั้งตลาดจักรยานระดับบนเป็นกลุ่มผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง จึงไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว”สุรสิทธิ์ กล่าว
สำหรับตลาดจักรยานในไทย มองว่ายังสามารถเติบโตได้อีกมาก โดยขณะนี้ในเชิงปริมาณมีเพียงแค่ 1.5-1.6 ล้านคันเท่านั้น เมื่อเทียบกับอังกฤษมีผู้ใช้จักรยานถึง 4.5 ล้านคัน และอเมริกา 17 ล้านคัน แต่ปัญหาที่ทำให้ตลาดจักรยานในไทยไม่ขยายตัวมาจากไม่มีถนนสำหรับการขี่จักรยานมากนัก
สุรสิทธิ์ กล่าวว่า แผนของบริษัทยังคงเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายจักรยานในรูปแบบสแตนอะโลนซีซีช็อปอีก 2 สาขา จากปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้ว 1 สาขา ที่หลังสวน โดยทุ่มงบ 70 ล้านบาท เปิดสาขา 2 ที่อิมเมจมอลล์ พุทธมณฑลสาย 4 พื้นที่กว่า 1,000 ตร.ม. ภายใต้แนวคิดไบค์ดูเทนเมนต์ หรือเป็นศูนย์รวมบริการนักปั่นครบวงจร คาดว่ามีผู้สมัครเป็นสมาชิกเพิ่มจาก 800 คน เป็น 1,500 คน และจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในย่านพระราม 3 ปีหน้า
ขณะเดียวกันยังวางเป้าหมายปั้นแบรนด์ไทยให้ผงาดในตลาดต่างประเทศ จึงวางแผนส่งออกแอลเอและอินฟินิทไปที่อินโดนีเซีย โดยอยู่ระหว่างเจรจาร่วมทุนหรือหาตัวแทนจำหน่าย อีกทั้งกำลังพิจารณาเปิดตลาดฟิลิปปินส์เพิ่มเติม
ขณะที่ในปีหน้านี้บริษัทใช้งบกว่า 1,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตจักรยานในอินเดีย เพื่อป้อนตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และมีศักยภาพสูง จากปัจจุบันบริษัทส่งออกจักรยานไปในกัมพูชา ลาว กระทั่งก้าวเป็นผู้นำตลาด และเวียดนามที่เติบโตสูง โดยปีนี้คาดรายได้ส่งออก 400-500 ล้านบาท
ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดจักรยานที่ไม่ค่อยสู้ดี แต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาสเสมอ หลังจากปรับตัวมาทำตลาดจักรยานระดับบนและขยายตลาดต่างประเทศ อนาคตต้องลุ้นจักรยานไทยจะโกอินเตอร์หรือไม่ แต่อย่างน้อยชิมลางปักธงในอาเซียนก่อนแน่นอน







