posttoday
เกษตรกรไทยไม่เป็นง่อยถ้า...

เกษตรกรไทยไม่เป็นง่อยถ้า...

18 กันยายน 2556

บทความที่แล้วผมเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับเกษตรกร แต่ด้วยเนื้อที่จำกัดเลยต้องขอมาต่อยอดในบทความนี้ การส่งเสริมของรัฐควรจะทำทั้งในรูปแบบ Horizontal และ Vertical กล่าวคือ

บทความที่แล้วผมเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับเกษตรกร แต่ด้วยเนื้อที่จำกัดเลยต้องขอมาต่อยอดในบทความนี้ การส่งเสริมของรัฐควรจะทำทั้งในรูปแบบ Horizontal และ Vertical กล่าวคือ

1.Horizontal รัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรจะตั้งเป็นหน่วยงานหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นกรมที่จะดูแลพืชผลทางเกษตรทุกชนิด และตั้งเป็นกองที่จะมาดูแลพืชผลเหล่านี้ในแต่ละชนิด พืชผลที่มีมูลค่า ต่อ GDP มากก็เป็นกองที่ดูแลเฉพาะพืชผลนั้นๆ เช่น กองข้าว กองยางพารา กองปาล์ม กองน้ำตาล เป็นต้น ส่วนพืชผลที่มีมูลค่าน้อยๆ ก็อาจจะนำมารวมกัน เป็นกองไม่กี่กอง ดูแลเป็นประเภทไปเลย เช่น กองผลไม้ กองผักสด เป็นต้น

กองเหล่านี้เป็นผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับพืชผลเหล่านี้ โดยดึงทีมงานบางส่วนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพมากขึ้น มีความหลากหลายพันธุ์มากขึ้น เช่น ข้าวสีนิล ข้าวลืมผัว ข้าวดอย ฯลฯ ซึ่งข้าวเหล่านี้ขายได้ราคาดีกว่าข้าวสารธรรมดา เช่น ข้าวสีนิล ราคาตามซูเปอร์มาร์เก็ต ตกกิโลกรัมละร้อยกว่าบาท ในขณะที่ข้าวสารธรรมดาตกกิโลกรัมละประมาณ 40 บาทเท่านั้นเอง

เห็นไหมครับ แทนที่รัฐจะมาคอยพยุงราคาข้าว เพียงแค่รัฐลงทุนทำการวิจัยและนำเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีแจกจ่ายให้เกษตรกรอย่างทั่วถึงเพียงพอ และเสริมความรู้ในการทำเกษตรกรรมให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพและได้ปริมาณผลผลิต/ไร่ สูงขึ้น การประท้วงของชาวนาเพื่อให้รัฐพยุงราคาข้าวไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำข้าวหรือประกันราคาข้าวก็จะหมดไป และตัดปัญหาคอร์รัปชั่นที่ทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณซึ่งเป็นเงินจากภาษีอากรของคนไทยทั้งประเทศ

ยิ่งปัจจุบันรัฐบาลต้องการนำเงินไปลงทุนด้าน Logistics และโครงการป้องกันน้ำท่วมรวมกันแล้วเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท เมื่อข้าวมีคุณภาพดี ผู้บริโภคก็ยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น แม้จะแพงเกินเท่าตัวตามตัวอย่างข้างต้น การส่งออกข้าวเราก็สามารถฉีกตัวเองออกจากเวียดนาม อินเดีย ที่เน้นขายข้าวที่มีคุณภาพต่ำ อันที่จริงรัฐบาลเวียดนามและอินเดียนี่ก็ใจแคบ น่าจะส่งช่อดอกไม้มาขอบคุณรัฐบาลไทยที่ทำให้ปีที่แล้วทั้งสองประเทศขายข้าวดีเป็นเทน้ำเทท่า จากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลเรา

2.Vertical รัฐควรส่งเสริมให้เอกชนไทยนำพืชผลการเกษตรมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น และจะทำให้ Demand ของพืชผลเหล่านี้สูงขึ้น ผมขอยกตัวอย่างเอกชนที่นำน้ำมันรำข้าวมาแปรรูปเป็นอาหารเสริม ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้สูงมาก หรือการนำเปลือกมังคุดที่เป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อน นำมาแปรรูปเป็นเครื่องสำอางและอาหารเสริม หรือกระทั่งข้าวกล้องก็มีคนนำมาอบกรอบทำเป็น Snack บรรจุซองขาย เป็นต้น ธุรกิจเหล่านี้ทางกรมและกองที่ผมกล่าวถึงในข้อที่ 1 ควรจะเป็น One Stop Service ช่วยดูแลและส่งเสริม โดยอาจจะมีเจ้าหน้าที่ของ BOI มาประจำ สามารถที่จะออกใบอนุญาต BOI ได้โดยตรงเลย และดึงเจ้าหน้าที่ Exim Bank และ SME Bank มาประจำที่อยู่กรมเพื่อ จะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้กับธุรกิจเหล่านี้ เมื่อเขาต้องการขยายกิจการและ/หรือต้องการที่จะส่งออก

ทั้งนี้ ควรจะมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่คอยช่วยหาตลาดให้กับธุรกิจเหล่านี้ และหมั่นจัดงานแฟร์สินค้าที่แปรรูปจากพืชผลทางเกษตรในประเทศต่างๆ บ่อยๆ แล้วคัดเลือกธุรกิจที่มีสินค้าดังกล่าวที่น่าสนใจไปร่วมงาน

นอกจากส่งเสริม Downstream แล้ว Upstream รัฐก็ควรจะใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกษตรกร ส่งเสริมให้ธุรกิจไทยผลิตปุ๋ยได้ในราคาที่ถูก เพราะว่าปุ๋ยเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกรเลยทีเดียว เม็ดเงินที่รัฐบาลจะใช้ในการส่งเสริมทั้งในรูปแบบ Horizontal และ Vertical ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว จะใช้เงินงบประมาณน้อยกว่าเงินที่รัฐจะต้องนำไปใช้เพื่อรับจำนำข้าวมากเลยทีเดียว เงินงบประมาณที่ประหยัดได้ก็สามารถนำไปใช้ในการพัฒนา Logistics เผลอๆ พ.ร.บ. 2.2 ล้านล้านบาท อาจไม่จำเป็นเลยก็ได้ เพราะว่าเม็ดเงินจากงบประมาณแผ่นดินรายปีอาจจะมีเพียงพอ

ก่อนจบบทความ ขอพูดถึง Set Index เสียหน่อย ผมมองว่าตลาดตอนนี้อยู่ในบริเวณแนวต้านระยะสั้น คือ Set Index สามารถปรับตัวลงได้ทุกเมื่อ รอบนี้ Set น่าจะวิ่งได้ไม่เกิน 1,460 บวกลบ แต่เมื่อ Set Index มีการปรับตัวลงเมื่อไหร่ ให้ทยอยซื้อ แล้วถือยาวไปจนถึงปีหน้าเลย และรอบนี้การปรับตัวลงจะไม่รุนแรง เพราะว่าแรงซื้อขนาดใหญ่ของต่างชาติช่วงนี้ค่อนข้างจะมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท