
การศึกษาของไทยมันฟ้อง
ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยและของโลก (Competitiveness) มาหลายรอบแล้ว เพราะเห็นว่ามีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก ยิ่งประเทศไทยเรามีความสามารถในการแข่งขันมากเท่าใด เศรษฐกิจของประเทศก็ยิ่งเจริญมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นของธรรมดาที่เข้าใจได้ง่าย ยิ่งเราแข่งขันกับเขาได้มากเท่าไร ก็หมายความว่าเราเก่ง เศรษฐกิจของไทยก็จะยิ่งเจริญขึ้น ดังนั้นทุกปีที่ IMD (International Institute for Management Development) ทำรายงานและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ออกมา ผู้เขียนก็นำมารายงานให้ท่านผู้อ่านทราบเป็นประจำ และรายงานทุกครั้งก็จะได้เห็นว่าประเทศไทยตกอันดับลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนเน้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งในการทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้น ซึ่งคงไม่พูดซ้ำในที่นี้อีกว่าเพราะเหตุใด
ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยและของโลก (Competitiveness) มาหลายรอบแล้ว เพราะเห็นว่ามีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก ยิ่งประเทศไทยเรามีความสามารถในการแข่งขันมากเท่าใด เศรษฐกิจของประเทศก็ยิ่งเจริญมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นของธรรมดาที่เข้าใจได้ง่าย ยิ่งเราแข่งขันกับเขาได้มากเท่าไร ก็หมายความว่าเราเก่ง เศรษฐกิจของไทยก็จะยิ่งเจริญขึ้น ดังนั้นทุกปีที่ IMD (International Institute for Management Development) ทำรายงานและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ออกมา ผู้เขียนก็นำมารายงานให้ท่านผู้อ่านทราบเป็นประจำ และรายงานทุกครั้งก็จะได้เห็นว่าประเทศไทยตกอันดับลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนเน้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งในการทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้น ซึ่งคงไม่พูดซ้ำในที่นี้อีกว่าเพราะเหตุใด
แต่ไม่ใช่มีเพียง IMD เท่านั้น ที่ทำรายงานและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในโลก ยังมีหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไรอีกแห่งที่ดำเนินการวัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในโลก และก็นับว่าเป็นหน่วยงานที่เก่าแก่ได้รับความเชื่อถือ แล้วก็ทำการวัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในโลกมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เช่นเดียวกับ IMD นั่นคือ WEF หรือ World Economic Forum แต่จำนวนประเทศและปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์ ตัวเลขข้อมูลต่างๆ อาจแตกต่างไปบ้าง เช่น ประเทศที่ WEF นำมาศึกษามี 140 กว่าประเทศ น้อยกว่า IMD ประมาณ 10 ประเทศ และในปีนี้ได้รวมสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และพม่าไว้ด้วย แล้วก็ปรากฏออกมาว่าปัจจัยหนึ่งที่ใช้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในโลกก็คือ การศึกษา
ที่เล่นเอาตกอกตกใจไปถ้วนหน้าก็คือ อันดับของไทยตกลงไปต่ำกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียน คือ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และลาว จะดีกว่าก็แค่ฟิลิปปินส์ และพม่า ซึ่งเพิ่งเปิดประเทศ (ดังปรากฏตามตารางที่ 1) ก็งามหน้ากันไปตามๆ กัน บางคนแถมบอกว่ารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ ของไทยช่วง 2–3 ปี เปลี่ยนไปแล้ว 4 คน ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจริงไหม เพราะไม่ได้นับ เลิกนับมานานแล้ว สมบัติผลัดกันชม เห็นใครเข้ามาก็เงียบกริบ มีแต่แจก iPad อีกหน่อยก็คงแจกโทรศัพท์มือถือ จะได้ประเทืองปัญญากันดี
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังอดห่วงไม่ได้ เลยต้องมานั่งอ่านรายงานของ WEF ปี ค.ศ. 2013–2014 ให้เห็นกับตา ก็พบว่าเป็นจริงๆ ตามข่าวที่พูดกัน คือ การศึกษาขั้นสูงขึ้นจากการศึกษาพื้นฐาน (Higher Education and Training) นั้น ไทยอยู่ในอันดับที่เกือบรั้งท้ายจริงๆ แต่ในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Primary Education) นั้นค่อยดีขึ้นหน่อย คือ ไทยอยู่ในอันดับที่ 5 เหนือฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว และพม่า (ดังปรากฏในตารางที่ 2) อย่างไรก็ตาม ตารางที่ 2 นี้ ได้รวมการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้กับสุขภาพ (Health and Primary Education) จึงไม่แน่ใจนักว่า ข้อมูลที่ดึงให้ไทยขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 5 นั้น จะเป็นการศึกษาหรือเรื่องของสุขภาพกันแน่ เนื่องจาก WEF มองว่าแรงงาน (Workforce) เป็นปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจที่จะสามารถให้ผลิตผลที่ดีได้ (Productive) และสามารถแข่งขันได้ (Competitive) ก็ต้องเป็นแรงงานที่มีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย มีการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ และแรงงานที่มีการศึกษาต้องมีปริมาณมากระดับหนึ่งด้วย
แต่ไม่ว่าจะเป็นตารางไหน การศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือการศึกษาที่สูงขึ้นก็ตาม กรณีที่รถไฟตกรางบ่อยๆ แล้วก็ไปโทษภาพเขียนสีน้ำมันที่มีรูปรางรถไฟหักว่าเป็นสาเหตุ แล้วก็น่าแปลกที่คนไทยจำนวนมากก็เชื่อตามๆ กันไป นี่แหละเป็นเครื่องยืนยันที่ดีว่าคนไทยมีการศึกษาแค่ไหน







