
ม.141 กับ 151นั้นสำคัญไฉน?
สัปดาห์ที่แล้วได้เขียนว่าเหตุใดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก จึงเป็นเสมือนการจับคนไทยใส่โลงศพทั้งเป็น! พร้อมกล่าวถึงความขัดต่อกฎหมายหลายประการ
สัปดาห์ที่แล้วได้เขียนว่าเหตุใดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก จึงเป็นเสมือนการจับคนไทยใส่โลงศพทั้งเป็น! พร้อมกล่าวถึงความขัดต่อกฎหมายหลายประการ
วันนี้จะเพิ่มเติมเรื่องการเร่งรัดตัดตอนและผลกระทบใหญ่หลวงที่เกี่ยวเนื่องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องแก้ไขเพื่อนำการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไปสู่การปฏิบัติ
มีการกำหนดให้ กกต.เสนอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และ สว.ต่อรัฐสภาภายใน 30 วันหลังจากรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับ และให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบภายใน 120 วัน (รวม 30 วันของ กกต.) “เร่งรัด” เพราะปกติการตรา พ.ร.บ.ไม่ว่าชนิดไหนจะไม่จำกัดเวลา
เมื่อครบกำหนดระยะเวลานี้ ไม่ว่ามี “เหตุอื่นใด” ทำให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้แล้วเสร็จ ให้นำร่างฯ ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย “เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และให้นำความในมาตรา 150 และมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้โดยอนุโลม” มีการ “ตัดตอน” เพราะไม่กล่าวถึงมาตรา 141 ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของการตรา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
lม.150 เป็นกระบวนการปกติในการตรา พ.ร.บ.ทั่วไป ที่นายกฯ นำร่างฯ ซึ่งรัฐสภาเห็นชอบแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้บังคับเป็นกฎหมาย
lม.151 เป็นกระบวนการสำหรับกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบร่างฯ หรือไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยภายใน 90 วัน ให้รัฐสภา “ปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่” ซึ่งถ้ามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แล้ว ให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้ง หากไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยภายใน 30 วัน “ให้นายกฯ นำ พ.ร.บ.นั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว”
อนึ่ง มาตรา 290 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ให้นำความใน ม.150 และ ม.151 มาบังคับใช้โดยอนุโลม
lม.141 กำหนดว่า ก่อนนำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเห็นชอบแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งต้องเสร็จภายใน 30 วัน หากวินิจฉัยว่าข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ข้อความนั้นตกไป
ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ หรือร่าง พ.ร.บ.ตราขึ้นไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ก็ให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป
ถึงแม้สาระของ ม.151 เป็นข้อกำหนดที่มีในรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง มีนัยสำคัญต่อความเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่แตกต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ในทางปฏิบัติเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง? เท่าที่รวบรวมมาได้...
กรณีแบบ ม.151 เคยเกิดขึ้น 2 ครั้งในสมัยรัชกาลที่ 7
lร่างฯ เกี่ยวกับพระราชมรดก ซึ่งทรงให้แก้ไขว่าทรัพย์สินที่พระราชทานไปยังผู้อื่นให้เก็บอากรมรดก แต่ผู้สืบราชสมบัติไม่ต้อง สภายืนยันร่างฯ เดิมแต่ก็มีนัยเป็นไปตามพระราชประสงค์แล้ว
lร่างฯ เกี่ยวกับการประหารชีวิตที่ไม่ให้ทำก่อน 60 วันหลังพิพากษา ทรงให้แก้เป็นต้องรอพระราชทานอภัยโทษและต้องรอพระราชวินิจฉัย สภายืนยันร่างฯ เดิม เมื่อพ้นเวลาจึงประกาศใช้ แต่ในทางปฏิบัติ เป็นไปตามพระราชประสงค์ กฎหมายของกรมราชทัณฑ์ให้รอการประหารหากมีการยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
เคยมีกรณีที่ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ฝ่ายการเมืองก็มิได้นำไปบังคับใช้เป็นกฎหมาย คือ พ.ร.บ.เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ต้องให้ผู้ผิดจ่าย 4 ล้านบาท (ซึ่งเป็นภาระสูงสำหรับผู้มีรายได้น้อย) และ พ.ร.บ.เกี่ยวกับครูฉบับหนึ่งที่มีถ้อยคำไม่ชัดเจนหลายประการ
กรณี ม.151 จะเห็นว่านิติประเพณี “เคารพ” ความเห็นต่างขององค์พระมหากษัตริย์ แม้จะทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และทรงลงพระปรมาภิไธยกฎหมายแทบทั้งหมดที่ทูลเกล้าฯ ถวาย
กรณี ม.141 ที่ถูกตัดตอนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือเป็นการจงใจก้าวข้ามศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้อย่างที่ต้องการ เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะอยู่เหนือความเห็นหรือความต้องการของรัฐสภา แต่ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นด้วย รัฐสภาก็สามารถนำร่าง พ.ร.บ. (หรือแม้แต่ร่างแก้ไข รธน.) ไปบังคับใช้ได้หากมีมติเห็นชอบ 2 ใน 3
ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นจริง ก็น่าคิดว่าจะมี สส.และ สว.ลงมติคัดค้านความเห็นของพระมหากษัตริย์มากน้อยแค่ไหน?
การเร่งรัดตัดตอนข้างต้น เป็นเสมือนการกดดันพระมหากษัตริย์ให้ยอมรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในกรณีที่ทรงเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีโอกาสวินิจฉัยก่อนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อครบ 120 วัน มิฉะนั้นจะทรงขัดแย้งกับเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง ขัดแย้งแล้วก็อาจจะแพ้เสียงข้างมากซึ่งจะเพิ่มความแตกแยกในหมู่ประชาชนเพราะคนจำนวนมากยังยึดถือในพระราชอำนาจ
ในระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากเป็นฝ่ายตัดสินความต้องการ แต่ไม่สามารถตัดสินความถูกต้องได้ รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ตามความต้องการของเสียงข้างมาก เช่น ให้ สว.ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง แต่ต้องไม่ขัดกับเจตนารมณ์และบทบัญญัติอื่นๆ เพราะประชาธิปไตยต้องมีนิติรัฐนิติธรรม ไม่ใช่ว่าเสียงข้างมากมาจากการเลือกตั้งจะต้องถูกเสมอ
เพียงหลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็สร้างความขัดแย้งมากแล้ว การเร่งรัดตัดตอนจึงเป็นการดึงพระมหากษัตริย์ลงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสังคมไทยอย่างยิ่ง







