
แนะกลุ่มอิเล็กฯปรับตัวหลังตลาดคอมพ์โลกชะลอ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปีนี้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์อาจหดตัวถึง2.8% หลังตลาดคอมพ์โลกชะลอ แนะปรับตัวผลิตสินค้าต้นน้ำ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปีนี้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์อาจหดตัวถึง2.8% หลังตลาดคอมพ์โลกชะลอ แนะปรับตัวผลิตสินค้าต้นน้ำ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่บทวิเคราะห์ "โครงสร้างอิเล็กทรอนิกส์ไทย ... กับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและทิศทางการปรับตัวในอนาคต" เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่พึ่งพิงสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 55.6 ประกอบกับการชะลอตัวของอุปสงค์คอมพิวเตอร์โลกที่หดตัวติดต่อกันถึง 5 ไตรมาส โดยในไตรมาส 2/2556 หดตัวถึงร้อยละ 10.9 เป็นปัจจัยกดดันให้ภาพรวมการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยหดตัวร้อยละ 3.9 ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2556
โครงสร้างการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยส่วนใหญ่พึ่งพิงกับอุปสงค์คอมพิวเตอร์โลก
แนวโน้มความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทคอมพิวเตอร์ในตลาดโลกมีทิศทางชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงราวสองปีที่ผ่านมา ดังเห็นได้จากตัวเลขยอดขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกซึ่งหดตัวติดต่อกันถึง 5 ไตรมาส โดยในไตรมาส 2/2556 หดตัวถึงร้อยละ 10.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ สืบเนื่องจากความต้องการสินค้าทดแทนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างอุปกรณ์เคลื่อนที่สมรรถนะสูง ดังเช่นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ซึ่งมีความสามารถโดดเด่นในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ความสะดวกในการใช้งาน และสามารถลงโปรแกรมประยุกต์ต่างๆได้ รวมไปถึงระดับราคาที่ย่อมเยากว่าเมื่อเทียบกับคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ก็มีส่วนกดดันความต้องการคอมพิวเตอร์ในตลาดโลก
จากแนวโน้มดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยซึ่งมีการพึ่งพาสินค้ากลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็นอิเล็กทรอนิกส์ขั้นปลายน้ำ รวมกันเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 55.6 มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศอื่นในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ซึ่งมีการส่งออกคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบในช่วง 5 เดือนแรกไปยังตลาดโลกหดตัวลงร้อยละ 7.5, 63.7 และ 12.3 ตามลำดับ โดยสำหรับไทยมีการหดตัวร้อยละ 7.0
เมื่อพิจารณารายละเอียดการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2556 การส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (สัดส่วนร้อยละ 41.8) หดตัวถึงร้อยละ 18.2 โดยมูลค่าการส่งออก 7,535 ล้านดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ดี การส่งออกส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ (สัดส่วนร้อยละ 13.8) ไม่ได้หดตัวตามไปด้วย โดยขยายตัวร้อยละ 16.1 เนื่องจากยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากการเติบโตของ Cloud computing
สำหรับอิเล็กทรอนิกส์กลางน้ำของไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าไฮเทคอื่นๆนอกจากคอมพิวเตอร์ และอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก (เช่น สมาร์ทโฟน อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ เป็นต้น) ได้แก่ วงจรพิมพ์ เซมิคอนดักเตอร์ และวงจรรวม มีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 50.8, 22.5 และ 6.3 ตามลำดับ
จากแนวโน้มชะลอตัวของอุปสงค์คอมพิวเตอร์โลก ประกอบกับโครงสร้างการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่พึ่งพิงสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกอิเล็กทรอนิกสไทยในช่วง 7 เดือนแรกของป 2556 หดตัวร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าการส่งออก 18,046 ล้านดอลลาร์ฯ
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอิเล็กทรอนิกส์ไทยเพื่อตอบรับอุปสงค์ที่เปลี่ยนไปของตลาดโลก
จากแนวโน้มอุปสงค์ของคอมพิวเตอร์โลกที่ชะลอตัวลง ทำให้อิเล็กทรอนิกส์ไทยจำเป็นต้องปรับตัวด้านโครงสร้างการส่งออก กล่าวคือ ต้องพยายามลดสัดส่วนการพึ่งพิงของการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ให้น้อยลงและเพิ่มสัดส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นห่วงโซ่ของสินค้าที่เป็นที่ต้องการของโลก เช่น สมาร์ทโฟน อิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ Radio Frequency Identification (RFID) เป็นต้น โดยอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นส่วนประกอบของสินค้าดังกล่าว ได้แก่ วงจรรวม วงจรพิมพ์ เซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น ปัจจุบันอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตเพื่อเข้าสู่อุปสงค์ของตลาดโลก ดังจะเห็นได้จากการเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุน และสัดส่วนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์หลัก ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ภายหลังวิกฤตน้ำท่วมในปี 2554 พบว่าโครงสร้างการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ภายหลังน้ำท่วมเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมการลงทุนก่อนน้ำท่วมในปี 2553 ส่วนใหญ่อยู่ในการผลิต่วนฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (HDD) ถึงร้อยละ 72.8 และส่วนชิ้นส่วนต่างๆที่เหลือมีสัดส่วนรวมกันเพียงร้อยละ 27.2 แต่ภายหลังน้ำท่วมการลงทุนในปี 2555 โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง ได้เริ่มมีการกระจายสัดส่วนการลงทุนในหลายๆผลิตภัณฑ์มากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวการลงทุนในผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งเหมือนที่ผ่านมา โดยมีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ในทิศทางที่ตลาดโลกต้องการ เช่น วงจรพิมพ์ (PCB) จากเดิมร้อยละ 4.3 เป็นร้อยละ 14.0 ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมร้อยละ 3.6 เป็นร้อยละ 12.6 เซมิคอนดักเตอร์ จากเดิมร้อยละ 1.3 เป็นร้อยละ 11.7 เป็นต้น
จากการเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนภายหลังน้ำท่วมดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีความเข้มแข็งขึ้นเนื่องจากมีการปรับโครงสร้างการลงทุนไปในชิ้นส่วนที่ตลาดโลกต้องการ มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีทำให้สามารถรองรับสถานการณ์ความผันผวนของอุปสงค์อิเล็กทรอนิกส์โลกได้ดีขึ้น อีกทั้งยังเหมาะสมกับค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น โดยการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยกำลังขยับสัดส่วนการผลิตจากอุตสาหกรรมปลายน้ำซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นเข้าสู่อุตสาหกรรมกลางน้ำมากขึ้น
อีกทั้ง ยังส่งผลให้โครงสร้างการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ตลาดโลกต้องการ โดยมีสัดส่วนการส่งออกเปลี่ยนแปลงไปดังต่อไปนี้ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.4 เป็นร้อยละ 13.8 วงจรรวมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20.1 เป็นร้อยละ 22.2 วงจรพิมพ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.7 เป็นร้อยละ 2.7 เซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.8 เป็นร้อยละ 2.3 แต่สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ลดลงจากร้อยละ 49.0 เป็นร้อยละ 41.8 นั้นเป็นเพราะอุปสงค์คอมพิวเตอร์โลกลดลง จึงกระทบอุปสงค์ของ HDD ที่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลักของไทยในกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์
จากแนวโน้มการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอิเล็กทรอนิกส์ไทยดังกล่าวข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ปี 2556 ของกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อาจจะหดตัวร้อยละ 17.4-15.3 ในขณะที่อิเล็กทรอนิกส์กลุ่มที่มีศักยภาพตอบสนองความต้องการโลกน่าจะขยายตัวร้อยละ 17.2-18.4 ส่งผลให้ภาพรวมของมูลค่าส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ปี 2556 น่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ -2.8 ถึง 0.3 หรือมีมูลค่าประมาณ 31,100-32,100 ล้านดอลลาร์ฯ เมื่อเทียบกับที่มีมูลค่า 32,004 ล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2555
การปรับตัวในอนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยมีข้อจำกัดและความเสี่ยงทั้งทางด้านโครงสร้างการส่งออกและการผลิตซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ การขาดความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรม การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดโลก และความเสี่ยงในการโยกยายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งนี้เพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกสไทยในอนาคต ไทยจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในการเติบโตของอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นโดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ ทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การขยายฐานผลิตภัณฑ รวมถึงการสร้างความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรม โดยทางภาครัฐอาจมีแนวทางส่งเสริมและสนับสนุน ดังต่อไปนี้
- การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะด้านการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนต้นน้ำ
เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงของสายการผลิต และเพิ่มมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรม ความไม่สมบูรณ์ในห่วงโซ่การผลิตเป็นอุปสรรคหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมและทำให้อุตสาหกรรมไทยมีมูลค่าเพิ่มต่ำ และต้องส่งเสริมการสร้างบุคลากรโดยร่วมมือกับทางภาคธุรกิจ ทั้งนี้ข้อจำกัดทางด้านบุคลากรของไทย คือ ขาดทักษะด้านภาษา ขาดแคลนบุคลากรที่มีความชํานาญเฉพาะดาน ผู้ที่มีความสามารถในการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ที่มีความรู้ในการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้นภาครัฐควรเร่งให้การสนับสนุนเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่งเสริมด้านหลักสูตรผ่านสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัย ซึ่งในปัจจุบันได้มีสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (Thai Embedded Systems Association: TESA) เป็นองค์กรหลักในการสนับสนุนการพัฒนาการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
- การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มเติบโตและตลาดโลกต้องการ
เพื่อมุ่งใหเกิดการดึงคลัสเตอรของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเข้ามาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาไทยประสบความสำเร็จในการดึงคลัสเตอร์การผลิตฮาร์ดดิสกไดร์ฟ สำหรับคลัสเตอร์ที่ไทยมีความเป็นไปได้ในการพัฒนา คือ คลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกสยานยนตเป็นอีกกลุ่มหนึ่งทีาพในการพัฒนาให้เกิดขึ้น เนื่องจากไทยมีการลงทุนของผู้ผลิตแบรนดชั้นนำต่างชาติอยูเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ และเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับเทคโนโลยีอื่นๆที่รัฐควรให้การสนับสนุนเนื่องจากอยู่ในช่วงของการเติบโตหรือมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต ได้แก่
1. การผลิตอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสมาร์ทโฟน ซึ่งสมาร์ทโฟนอยู่ในช่วงที่กำลังเติบโต โดยมีคลัสเตอร์การผลิตอยู่ที่เวียดนามและจีน ซึ่งไทยอาจใช้สิทธิประโยชน์จากการเป็นประเทศในสมาชิกอาเซียนบวกสาม และระยะทางการขนส่งที่ใกล้ พยายามเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตสมาร์ทโฟนในอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันได้ เช่น วงจรรวม (โดยเฉพาะประเภท NAND) วงจรพิมพ์ (โดยเฉพาะประเภท Flexible printed circuits และ multi-layer PCB) และเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การที่ไทยจะเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตสมาร์ทโฟนได้นั้น ภาครัฐต้องพยายามดึงดูดการลงทุนจากเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นห่วงโซ่การผลิตหลักของสมาร์ทโฟนเข้ามาลงทุนในไทยให้มากขึ้น
2. การผลิต Radio Frequency Identification (RFID) เทคโนโลยี RFID จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคตเนื่องจากมีตลาดที่กว้าง มีการนําไปใชมากขึ้นในธุรกิจโลจิสติกสและคาดว่าจะใช้แพร่หลายมากขึ้นในธุรกิจ เชน ค้าปลีก สนามบินและการเกษตร แนวทางการพัฒนาอาจเป็นโครงการร่วมมือระหว่างภาครัฐ เชน สถาบัน RFID ประเทศไทย และสถาบันการศึกษาร่วมกับเอกชนผู้ผลิต RFID และผู้ประกอบการในธุรกิจที่ใช RFID เพื่อพัฒนาสินค้าใหตอบสนองความต้องการเฉพาะของอุตสาหกรรมที่นำไปใช้โดยมีราคาที่ต่ำลง
3. การผลิต Micro Electro Mechanical Systems (MEMS) เทคโนโลยี MEMS เป็นวงจรรวมขนาดเล็กระดับไมโครที่นำเอาระบบเซ็นเซอร์เข้ามาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำเอา MEMS เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น เซ็นเซอร์วัดความดันในทางการแพทย์ อุปกรณ์วัดอัตราเร่งในถุงลมนิรภัย เซ็นเซอร์วัดแรงดันยาง (Tire Pressure Monitor system) ซึ่งปัจจุบันเป็นกฎบังคับในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และเกาหลีใต้ แม้กระทั่งในสมาร์ทโฟนก็มีการใช้ MEMS ในการวัดความเร่ง 3 แกนว่ามีลักษณะของการวางเป็นอย่างไรเช่นกัน จะเห็นได้ว่า MEMS มีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคตและมีแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกสูงขึ้น ดังนั้นทางรัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการลงทุนวงจรรวมประเภทนี้
ดังนั้นการปรับตัวในอนาคตของอิเล็กทรอนิกส์ไทยเพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในอนาคต การปรับโครงสร้างการผลิตของอิเล็กทรอนิกส์กลางน้ำโดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีโอกาสทางการตลาดสูงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ในขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีแกนหลักที่เป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องถูกพัฒนาควบคู่กันไป ซึ่งแนวทางดังกล่าวก็ยังคงต้องติดตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาและจะเสร็จสิ้นภายในธันวาคม 2556 และมีผลบังคับใช้ในมกราคม 2558







