posttoday
การคิดเชิงบวก

การคิดเชิงบวก

17 กันยายน 2556

คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา CEO แห่งบริษัท ICC เป็นนักบริหาร ครบเครื่องที่นำบริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา CEO แห่งบริษัท ICC เป็นนักบริหาร ครบเครื่องที่นำบริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อผู้เขียนถามว่า เขามีวิธีคิดในการแก้ปัญหาธุรกิจอย่างไร

เขาตอบด้วยบุคลิกของคนที่มีอารมณ์ดีว่า

“ผมเป็นคนที่คิดอะไรเชิงบวก”

ปัญหาในการทำงานนั้นเป็นธรรมชาติขององค์กร แต่ทุกปัญหาที่ปรากฏขึ้นผมไม่เคยกลัว ไม่เคยย่อท้อกับมัน

ผมเติบโตมาจากบ้านที่เลี้ยงลูกอย่างมีวินัย หากใครได้อ่านในหนังสือที่ผมเขียนถึงประวัติส่วนตัวของผมตอนเด็กๆ จะเห็นว่าพ่อแม่ผมไม่เคยตามใจ

“การคิดเชิงบวก” ทำให้ผมเป็นคนคิดอย่างมีระบบ ส่งผลไปถึงการมอง การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และหาที่มาของปัญหาให้ได้ การเข้าไปแก้ได้ตรงจุด ทำให้ไม่สิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

และทำให้ผมตระหนักว่า... การคิดแก้ปัญหาอาจจะไม่จบในครั้งเดียว

บางครั้งวิธีการแก้ไขที่เราคิดว่า “ใช่” ในครั้งแรก แต่กลับเป็น “ไม่ใช่” “การคิดเชิงบวก” จะทำให้หาทางออกที่เหมาะสมกับรูปแบบของแต่ละปัญหา ไม่ถลำไปกับการทำงานที่ผิดไปไกลออกไป ไม่น้อยเนื้อต่ำใจ ไม่คิดว่าเสียหน้า หรือกลัวใครว่าโง่ (ข้อนี้ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งและยอมรับว่าสำคัญมากค่ะ)

เมื่อตอนผมเริ่มทำงาน เข้ามาดูแลบริษัทใหม่ๆ พบปัญหาจากลูกค้าบางรายแจ้งกับบริษัทว่า ส่งของให้ไม่ครบจำนวน ผมก็คิดวิธีการแก้ไปเป็นเรื่องใหญ่โต เมื่อมองกลับไปแล้วตอนนี้รู้สึกมันเชยมาก แต่ “การคิดเชิงบวก” ทำให้ผมรู้สึกว่าผมได้บทเรียนที่ดีมากในการพัฒนาวิธีคิดแก้ปัญหาและการทำงานอื่นในครั้งต่อๆ ไป

ขอยกตัวอย่างหนึ่งให้ฟัง... ลูกค้าบางรายแจ้งกลับมาทางบริษัทว่าบริษัทส่งสินค้าไปให้ไม่ครบจำนวน แรกเริ่มทีเดียวผมก็มุ่งไปถึงการแก้ไขวิธีการบรรจุสินค้า โดยเพิ่มคนตรวจนับสินค้าในการบรรจุเข้าหีบห่อ ให้คนบรรจุทุกคนและคนตรวจสอบเซ็นชื่อหลังปิดหีบห่อไว้ที่หีบห่อหลังปิดเทป ซึ่งเท่ากับเพิ่มขั้นตอนการทำงานและการ Audit มากเข้าไปอีก

ขณะนั้นผมคิดว่า “ถูก” และ “ใช่” แต่เท่ากับเพิ่มความยุ่งยากในทำงานมากมาย และเมื่อผมใช้พื้นฐาน “การคิดเชิงบวก” ว่าต้องมีวิธีการแก้ปัญหาที่ดีและง่ายกว่านี้ ผมคิดออกทันทีว่าแก้ได้ง่ายนิดเดียว โดยการใช้สถิติมาทำงานมันก็จบ เพราะจากรายงานพบว่ามีลูกค้าบางรายเท่านั้นที่ได้รับของไม่ครบ และจะเกิดกับรายเดิมซ้ำอยู่เรื่อยๆ

จนผมร้อง “อ๋อ” และเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น... แล้วแก้ไขลูกค้าเฉพาะราย โดยไม่ต้องไปทำให้ระบบงานของอีกหลายคนปั่นป่วนไปหมด

“การคิดเชิงบวก” ทำให้ผมดึงการทำงานที่พาเราหลงทางไปกลับมาในเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่เต้นไปตามรายงานจากลูกค้าโดยไม่มองหน้ามองหลัง หรือเพ่งเล็งไปที่พนักงานทุจริตชนิดที่แทบไม่มองโลกอีกด้านไปเลย

บทเรียนพวกนี้ทำให้ผมหัวเราะตัวเองที่เคยคิดแก้ปัญหาที่มันเชยแหลก แต่แล้ว “การคิดเชิงบวก” ก็ทำให้ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมีค่าต่อความคิดในการทำงานครั้งต่อๆ ไปอย่างมาก และทำให้ไม่ดันทุรังทำอะไรออกไปไกลจนกู่ไม่กลับ

“การคิดเชิงบวก” เริ่มจากการตั้งสติให้มั่นคงในการทำงาน แล้วเลือกทางแก้ที่ดีที่สุด นุ่มนวลที่สุด เสียเวลาน้อยที่สุด ยุ่งยากน้อยที่สุด ฯลฯ ไม่ตีโพยตีพาย ไม่โทษใครต่อใครให้เปรอะไปหมด หากจะโทษก็ต้องแน่ใจว่าคนนั้นผิดจริง อย่าไปโทษคนที่ไม่ผิดจนต้องเสียอกเสียใจไปด้วย

“การคิดเชิงบวก” ทำให้นักบริหารตระหนักว่า... ปัญหาเป็นธรรมชาติที่มาคู่กับการทำงาน การแก้ปัญหาจบไปได้ทุกครั้งจะช่วยให้การมองปัญหาครั้งต่อไปของเราจะฉลาดขึ้น และผิดพลาดยากขึ้น...n

(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท