
บิ๊กซีโหมแคมเปญราคาชี้เลี่ยงยากยุคกำลังซื้อวูบ
กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ห้างค้าปลีกอย่างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ต้องปรับแผนการตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายให้เข้มข้นมากขึ้น
โดย...จะเรียม สำรวจ
กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ห้างค้าปลีกอย่างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ต้องปรับแผนการตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายให้เข้มข้นมากขึ้น ด้วยการทำวิจัยพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้า เพื่อให้การบริการตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
หลังจากทำการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่งผลให้บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทราบถึงความต้องการของลูกค้า และเปิดตัวแคมเปญ “100 ท็อป ไอเท็ม” ร่วมกับผู้ประกอบการสินค้า นำสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อประจำจำนวน 100 รายการมาจำหน่ายในราคาพิเศษ เช่น น้ำมัน ข้าว น้ำตาล สบู่ และแชมพู เป็นต้น
กุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กล่าวว่าพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป คือลดความถี่ในการเข้ามาซื้อสินค้า แต่เพิ่มปริมาณการซื้อ เพราะทุกคนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการซื้อบ้าน ซื้อรถ ซึ่งแคมเปญ 100 ท็อป ไอเท็ม จะช่วยลูกค้าลดค่าครองชีพ ด้วยการทำกลยุทธ์ราคาสินค้าให้ชัดเจนและตรงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น หลังจากพบว่าก่อนหน้านี้แคมเปญที่ทำออกมาอาจไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า” กถฎาธารกล่าว
ก่อนหน้านี้บิ๊กซีเคยทำแคมเปญ “เช็คไพรซ์ ถูกชัวร์” รับประกันความถูกมาเป็นระยะเวลา 1-2 ปี นอกจากนี้ยังมีแคมเปญ “ยิ้มได้ทุกการช้อป” ซึ่งหลังจากทดลองทำมา 2 เดือนได้ผลการตอบรับที่ดี เนื่องจากราคาสินค้าจะถูกกว่าโบรชัวร์เดิม 10-20%
การออกมาทำแคมเปญในรูปแบบดังกล่าว กุฎาธาร ยืนยันว่า ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการสินค้า โดยไม่มีการมัดมือชกแต่อย่างใด เพราะตอนนี้ทุกคนอยากขายสินค้าได้ หลังจากผู้บริโภคหันมาประหยัดค่าใช้จ่ายและเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นมากขึ้น ซึ่งหลังจากออกมาทำแคมเปญ “100 ท็อป ไอเท็ม” คาดว่าจะมียอดขายเติบโต 15-20% เพิ่มขึ้นจากการทำแคมเปญส่งเสริมการขายทั่วไปที่จะมียอดขายเติบโต 10%
กุฎาธาร ยอมรับว่า กลยุทธ์การทำตลาดของไฮเปอร์มาร์เก็ตคงหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาไม่ได้ ซึ่งจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลงคาดว่าจะส่งผลให้ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้น่าจะมีการแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น โดยกลยุทธ์หลักที่บิ๊กซียังคงยึดปฏิบัติ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของลูกค้ายังคงเป็นการแจกคูปองส่วนลด ซื้อ 1 แถม 1 และการแลกซื้อสินค้า
“นอกจากจะมีปัจจัยลบในด้านของกำลังซื้อให้ผู้ประกอบการต้องกังวลแล้ว ปัญหาทางการเมืองถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้ต้องกังวล ซึ่งจากการแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4 เชื่อว่าทุกคนคงจะมีไม้เด็ดเข้ามาทำตลาด” กุฎาธาร กล่าว
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บิ๊กซีเริ่มงัดออกมาใช้เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด คือ การเพิ่มสินค้าเอกซ์คลูซีฟในกลุ่มของอาหารเข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัวเบเกอรีใหม่ล่าสุด “โอซากาเค้ก” เค้กญี่ปุ่นเนื้อสอดไส้ด้วยครีมสดเข้ามาทำตลาดในแผนกเบเกอรีของบิ๊กซี
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตปัจจุบันมีอยู่ 117 สาขา คาดว่าสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 119 สาขา ส่วนเอ็กซ์ตร้าจะคงไว้ที่ 16 สาขา รูปแบบมาร์เก็ตปัจจุบันมีอยู่ 23 สาขา จะเพิ่มเป็น 31 สาขา มินิบิ๊กซีปัจจุบันมี 227 สาขา คาดว่าสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 276 สาขา รูปแบบจัมโบ้จะคงไว้ที่ 2 สาขาถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่ร้านขายยาเพียวจาก 117 สาขา จะเพิ่มเป็น 140 สาขา รวมทั้งศึกษาตลาดประเทศลาว พม่า และกัมพูชา เพื่อเปิดบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ด้วย
“ห้างบิ๊กซีแต่ละรูปแบบก็จะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ซึ่งบิ๊กซีจัมโบ้ การที่บริษัทไม่เน้นการขยายสาขาจำนวนมาก เพราะต้องดูความเหมาะสมของทำเลและกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงช่องว่างตลาด เนื่องจากผู้นำตลาดห้างค้าส่งค่อนข้างแข็งแกร่ง” กุฎาธาร กล่าว
ในด้านของแผนการนำห้างบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์เข้าไปบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้าน กุฎาธาร กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาตลาดประเทศลาว พม่า และกัมพูชา
แม้ว่าขณะนี้บิ๊กซีจะยังไม่ได้ขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน แต่จากการที่บิ๊กซีเข้าไปจับจองพื้นที่ตามแนวชายแดน ส่งผลให้ปัจจุบันบิ๊กซีมีจำนวนสาขาตามแนวชายแดนมากถึง 40 สาขา เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในประเทศเพื่อนบ้าน
การออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เข้มข้นมากขึ้น และเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้เติบโต 9% ตามเป้าหมาย แบ่งเป็นรายได้จากค่าเช่า 10% และซื้อมาขายไป 90% ซึ่งรายได้จากค่าเช่าแต่ละปีเติบโตเฉลี่ย 11.9% ขณะที่รายได้จากการซื้อมาขายไปเติบโต 3% เนื่องจากปัจจุบันบิ๊กซีสามารถขายพื้นที่เช่าได้ถึง 98% ของพื้นที่เช่าทั้งหมด







