
สัปดาห์นี้มีข่าวดี...กำไรบริษัทจดทะเบียน
.....เจียรนัย อุตะมะ
ปัจจัยการเมืองยังเป็นตัวแปรหลักในการกำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยต่อไป และคาดว่าน่าจะกดดันให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่อง แต่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ทยอยประกาศสัปดาห์นี้ คาดว่าจะดึงดัชนีหุ้นไทยให้ดัชนีไม่เลวร้ายจนเกินไป
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายหนักถึง 2,325 ล้านบาท แต่ทั้งสัปดาห์ยังคงยอดซื้อสุทธิ 1,040 ล้านบาท ดังนั้นเป็นไปได้ว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวแย่กว่า ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน
แต่เปิดตลาดวันแรกของสัปดาห์นี้ดัชนีหุ้นไทย กลับปรับขึ้นตามตลาดหุ้นเอเชีย โดยดัชนีปิดที่ 764.34 จุด บวก 9.76 จุด หรือ 1.29% มูลค่าการซื้อขายรวม 18,291 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติขายเพียง 63 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากนับยอดการซื้อขาย นับจากวันที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน (เย็นของวันที่ 7 เม.ย. 2553) พบว่านักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิเพียง 5,670 ล้านบาท จึงยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับที่ซื้อสุทธิเกือบ 6 หมื่นล้านบาท นับจากกลางเดือน ก.พ. 2553 จนถึงวันที่ 7 เม.ย. 2553
ต้นทุนของนักลงทุนต่างชาติเฉลี่ยจะอยู่ที่ดัชนี 750 จุด แต่หากพิจารณาดัชนีจากจุดต่ำสุดในเดือน ก.พ. จนปัจจุบันผลตอบแทนก็ยังสูงเฉลี่ย 9% ทั้งนี้ยังไม่รวมผลตอบแทนจากค่าเงินบาทของไทย ที่แข็งค่า 2.5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ จึงคาดว่าน่าจะยังเห็นต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่องในสัปดาห์นี้
ตลาดหุ้นไทยวันนี้จึงมีปัจจัยเดียวที่จะถ่วงตลาดจากความเลวร้ายทางการเมืองไปได้ประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนที่จะดึงดูดทุนต่างชาติให้เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อลงทุนระยะยาว
Bloomberg Consensus คาดการณ์ บจ.กลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ที่จะทยอยประกาศสัปดาห์นี้ ได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ KEST บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่นส์ (DTAC) บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) และบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ที่ส่วนใหญ่จะรายงานกำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตสูงขึ้น พายุหิมะที่รุนแรง ในช่วงต้นปีนี้ ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป รวมถึงการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น จะส่งผลบวกต่อกำไรไตรมาสแรกของหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี โรงกลั่น และกลุ่มที่เชื่อมโยงกับน้ำมันดิบ จากส่วนต่างกำไรผลิตภัณฑ์ที่กว้างขึ้นและการสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ หลังจากเริ่มเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกผ่านจุดต่ำสุด จะส่งผลบวกต่อการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ แม้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบเงินเหรียญสหรัฐ ปรับแข็งค่าขึ้น
ลองดูว่าผลประกอบการ บจ.จะสู้วิกฤตการเมืองครั้งนี้ได้หรือไม่...







