
อะคาเดมีปั้นดาวครบวงจรดันกระแส T-Pop สู้ K-Pop
หากใครเคยดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง “Dream High” คงรู้ว่าประเทศเกาหลีมีมหาวิทยาลัยผลิตบุคลากรป้อนวงการบันเทิงโดยเฉพาะ
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
หากใครเคยดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง “Dream High” คงรู้ว่าประเทศเกาหลีมีมหาวิทยาลัยผลิตบุคลากรป้อนวงการบันเทิงโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ตอนนี้มีวิทยาลัยซุปเปอร์สตาร์ของเอเชีย (Superstar College of Asia) เพื่อสานฝันเด็กไทยที่อยากเป็นซุป’ตาร์
พิสิษฏ์พงศ์ วรเศรษฐการกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท ออเครสตร้า อินเวสเตอร์ กรุ๊ป ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยซุปเปอร์สตาร์ กล่าวว่า หลักสูตรของที่นี่ต่างจากสถาบันทั่วไปที่เน้นสอนศาสตร์เฉพาะด้าน แต่ก็ยังไม่ตรงกับความต้องการของวงการบันเทิง ที่ต้องการศิลปินที่มีความรู้ ความสามารถแบบสำเร็จรูป คือ ต้องร้อง (เพลง) เล่น (ละคร/ภาพยนตร์) เต้นเป็น เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปั้นให้เป็นดาวประดับวงการ อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสและเพิ่มมูลค่าให้แก่ตัวผู้เรียนเอง
ปัจจุบันภาพรวมตลาดบันเทิงในประเทศมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์กว่า 5 หมื่นล้านบาท นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่มาก นอกจากนี้ธุรกิจบันเทิงยังมีความต้องการเนื้อหา (Content) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ทีวีเมืองไทยมีแค่ 5 ช่อง การมีเนื้อหาแค่ 100 ชั่วโมง/วัน ก็เพียงพอแล้ว แต่ตอนนี้มีทั้งเคเบิลและดาวเทียม และในอนาคตจะมีทีวีดิจิตอลอีก คาดว่าจะต้องมีการผลิตเนื้อหาป้อนสูงสุดถึง 5,000 ชั่วโมง/วัน
“ตอนนี้วงการบันเทิงไทยยังขาดบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังจำนวนมาก รวมทั้งยังขาดเนื้อหาที่มาจากตัวนักแสดงเอง อีกทั้งประเทศไทยกำลังก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้ต้องวางแผนผลิตบุคลากรป้อนให้กับวงการบันเทิงทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ”
ปัจจุบัน วิทยาลัยเปิดสอน 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรประกาศนียบัตรระยะสั้น ตั้งแต่ 14 ปี ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้โดยไม่ต้องทำการคัดเลือก (ออดิชัน) โดยหลักสูตรนี้มีหลักสูตรนานาชาติด้วย ซึ่งปัจจุบันมีชาวต่างชาติมาเรียนประมาณ 5% ของจำนวนผู้เรียนทั้งหมด 2,000 คน อีกทั้งยังมีคนในแวดวงบันเทิงมาเรียนเพื่อต่อยอดความสามารถของตัวเองด้วย
สำหรับหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี วิทยาลัยจะเปิดหลักสูตรนานาชาติในปีการศึกษา 2557 เพื่อรองรับนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยออกแบบหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร เพิ่มจากที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยคังฮี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสร้างศิลปินในประเทศเกาหลี และมหาวิทยาโตไก จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้มีครูจากเกาหลีและญี่ปุ่นมาช่วยสอนให้ในบางชั้นเรียน และผู้ที่เรียนจบหลักสูตรนี้ได้รับวุฒิศิลปกรรมศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสยาม และในอนาคตก็จะสามารถแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างกันได้ด้วย
“ประเทศไทยมีความพร้อมฝึกบุคลากรป้อนให้กับประเทศต่างๆ เพราะตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามค่อนข้างนิยมศิลปินจากไทย เห็นศิลปิน ดารา นักร้องของไทยเป็นไอดอล เชื่อว่าศักยภาพเด็กไทยไม่แพ้ศิลปิน KPop ด้วย แต่หากเราไม่เร่งพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้น กระแสไทยป๊อป (TPop) ในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ก็อาจถูกกระแส KPop เข้ามาแทนที่ได้”
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะขยายวิทยาเขตในกรุงเทพฯ ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งเปิดวิทยาเขตในหัวเมืองใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจเข้าวงการบันเทิงมากขึ้น แต่จะไม่เน้นขยายวิทยาเขตแบบร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทุกหัวถนน เนื่องจากคอนเซปต์ของสถาบันนี้คือ วิทยาลัยเฉพาะทาง เฉพาะกลุ่มคนที่สนใจจริงๆ และยังอยู่ระหว่างพิจารณาหาพันธมิตรนำโมเดลนี้ไปเปิดในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคาดว่าน่าจะสรุปได้ในปี 2557
ขณะเดียวกัน ทางวิทยาลัยยังมีหน่วยงาน Career Center เพื่อจัดหางานให้แก่นักศึกษาได้มีโอกาสสร้างรายได้ระหว่างเรียนตั้งแต่เข้าเรียนปีที่ 1 ผ่านทางพันธมิตรทางธุรกิจในวงการบันเทิงของบริษัทในเครือ ซึ่งมีทั้งบริษัทในวงการเพลง โทรทัศน์ และอีเวนต์ อีกทั้งการทำงานถือเป็นการเรียนจากสนามจริง ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับวิชาชีพนี้ ซึ่งนี่กลายเป็นจุดเด่นของสถาบันทำให้แตกต่างจากที่อื่น







