
ดนตรีป๊อปพม่ามากกว่าความบันเทิง
บทเพลงไม่เพียงทำหน้าที่มอบความบันเทิงแก่ผู้คน แต่ยังสะท้อนความเป็นไปของสังคม
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
บทเพลงไม่เพียงทำหน้าที่มอบความบันเทิงแก่ผู้คน แต่ยังสะท้อนความเป็นไปของสังคม และบางครั้งกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ต่อกรกับระบอบเผด็จการ
โดยเฉพาะในพม่า การต่อสู้สะท้อนผ่าน “ดนตรีป๊อป” (Popular Music) ในศตวรรษที่ 20 ทั้งดนตรีร็อก ป๊อป และแนวอื่นๆ ขณะที่วัฒนธรรมดนตรีได้อิทธิพลจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษและระบอบทหารที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งส่งผลต่อแนวคิดในอุตสาหกรรมดนตรีพม่าตั้งแต่ยุคการปกครองโดยรัฐบาลทหารจนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
สุมนมาลย์ สิงหะ ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้ เล่าว่า นักดนตรีพม่าแต่งเพลงวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทหารแฝงอยู่ในเนื้อเพลง ขณะเดียวกันก็ใช้ในแง่ความบันเทิงเพื่อเข้าถึงชีวิตจิตใจคนพม่า โดยสะท้อนบริบททางสังคมที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ เปรียบเหมือนทำเพลงรัก ไม่ใช่แค่เป็นเพลงรัก แต่พูดถึงว่าคนรักอยู่ในสภาพแบบไหนด้วย
วงดนตรีเหล่านี้ถูกเซ็นเซอร์จากทางการอย่างวงดนตรีร็อก “ไอรอน ครอส” ที่ถูกแบนหลายรอบ เพราะเนื้อหาพูดถึงประชาธิปไตยตลอดเวลา เพราะคำนี้เป็นคำต้องห้ามในอดีต แรกๆ ดนตรีร็อกเป็นผู้นำเทรนด์แต่งเพลงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล พอหลังปี 2548 ก็ขยายมาสู่เพลงฮิปฮอปที่ได้รับความนิยมมากขึ้น
น่าสนใจว่า นักดนตรีพม่ามีภาพของนักสังคมสงเคราะห์และปัญญาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคมที่มีความเห็นและความเข้าใจต่อเสรีภาพทางการเมืองมากขึ้น ทำให้นักดนตรีมีบทบาทนำในสังคม ประกอบกับเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิสเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้บทบาทนี้เด่นชัดขึ้น หลังจากวงดนตรีต่างๆ ร่วมกันจัดคอนเสิร์ตหาเงินช่วยเหลือเหยื่อภัยพิบัติ เพราะลำพังรัฐบาลจัดการไม่ไหว
ขณะที่รัฐบาลทหารไม่สามารถยับยั้งวงดนตรีเหล่านี้ได้ เพราะอุตสาหกรรมการผลิตเพลงที่ท้าทายระบอบจะอยู่ตามแนวชายแดนไทยพม่า แถบ อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นการโอบตีจากชายแดนเข้าสู่เมือง แค่มีคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวก็สามารถก๊อบปี้เพลง และกระจายไปทั่วประเทศผ่านการเดินสายเล่นดนตรีในงานแต่งงาน งานวันเกิด
นอกจากนี้ ยังมีดนตรีชาติพันธุ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของกลุ่มตนเอง รวมทั้งวิพากษ์ระบอบของพม่าที่ละเลยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีกว่า 135 กลุ่ม
การทำในลักษณะใต้ดินทำให้คนจนสามารถเข้าถึงเพลงได้ในราคาถูกด้วย เพราะการก๊อบปี้แผ่นผีสะท้อนความยากจนในพม่า ผู้คนไม่สามารถเข้าถึงต้นฉบับที่มีราคาแพงได้ ซึ่งนี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายรัฐบาลปัจจุบันของพม่าที่ถูกบีบให้เอาจริงเรื่องลิขสิทธิ์
สำหรับพัฒนาการของดนตรีป๊อปในพม่า ทั้งๆ ที่เป็นลูกอาณานิคมของอังกฤษ ต้นแบบของดนตรีป๊อป แต่พม่ากลับใช้การเลียนแบบทำนองเพลงดังๆ ของตะวันตก แล้วใส่เนื้อพม่าเข้าไป ไม่ได้คิดค้นนวัตกรรมใดๆ อาจกล่าวได้ว่า ดนตรีป๊อปพม่างอกเงยมาจากการก๊อบปี้
เหตุผลที่นักดนตรีพม่าก๊อบปี้เพลง ได้แก่ 1.คนพม่าชอบเพลงภาษาอังกฤษ แต่ไม่สามารถถอดรหัสความหมายจากต้นฉบับ จึงพยายามอ่านผ่านเพลงก๊อบปี้ 2.นักดนตรีพม่าไม่สามารถเรียนได้จากครูโดยตรง จึงเรียนรู้เพลงก๊อบปี้ที่มีอยู่ในอาเซียนและตะวันตก 3.นักแต่งเพลงพม่าพัฒนาและปรับปรุงจากต้นฉบับดั้งเดิม และ 4.นักดนตรีพม่ามองการก๊อบปี้เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม
อุตสาหกรรมดนตรีของพม่า เริ่มพัฒนาตั้งแต่ยุค 1980 ก่อนบริษัท แกรมมี่ ในบ้านเรา แต่ความต้องการบริโภคดนตรีป๊อปกระจุกอยู่ในย่างกุ้ง และกลุ่มผู้อพยพจากจีน รวมทั้งไม่ได้ต้องการเฉพาะงานใหญ่ๆ แบบคอนเสิร์ต ทว่ามีความต้องการในระดับเล็กๆ เช่น งานแต่งงาน วันเกิด ทำให้นักดนตรีพม่าอยู่ได้คล้ายนักดนตรีไทยที่เล่นตามผับ บาร์
นักดนตรีในอุตสาหกรรมดนตรีป๊อปพม่า ส่วนใหญ่เป็นนักดนตรีพื้นเมืองคริสเตียน โดยมีจำนวนมากกว่าครึ่งของนักดนตรีและคนทำงานสร้างสรรค์ดนตรีป๊อปในย่างกุ้ง แต่ก็เริ่มมีที่ทางสำหรับกลุ่มอื่นๆ มากขึ้น เพราะดนตรีสามารถยกระดับสถานะของคนพม่าได้
ที่น่าสังเกต คือ นักดนตรีจำนวนมากได้รับการกล่อมเกลาและฝึกฝนดนตรีจากสถาบันทางศาสนา เช่น เยาวชนคริสเตียนจะเรียนรู้ดนตรีประสานเสียงที่โบสถ์ ส่วนชาวพุทธจะมีโอกาสฝึกซ้อมดนตรีในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองพระเจดีย์
ปัจจุบัน วัฒนธรรมป๊อปพม่าเบ่งบานมาก และเข้าถึงแรงงานพม่าจำนวนมากที่กระจายอยู่ในอาเซียน รวมถึงไทย โดยได้อานิสงส์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัย







