posttoday
‘อธิป กีรติพิชญ์’เปลี่ยนสินทรัพย์เป็นหุ้นที่ดิน

‘อธิป กีรติพิชญ์’เปลี่ยนสินทรัพย์เป็นหุ้นที่ดิน

13 กันยายน 2556

“อธิป กีรติพิชญ์” เจ้าของหนังสือ “ติวหุ้น รวยด้วย วีไอ” หรือนักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานหรือเน้นหุ้นคุณค่า หอบประสบการณ์ชีวิตการลงทุนในตลาดหุ้นกว่า 12 ปี มาถ่ายทอดด้วยวิธีการบอกเล่าง่ายๆ ตามสไตล์นักติวเตอร์ และปัจจุบันเป็นวิทยากรพิเศษคอร์สการลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานของสต็อกทูมอร์โรว์

“อธิป กีรติพิชญ์” เจ้าของหนังสือ “ติวหุ้น รวยด้วย วีไอ” หรือนักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานหรือเน้นหุ้นคุณค่า หอบประสบการณ์ชีวิตการลงทุนในตลาดหุ้นกว่า 12 ปี มาถ่ายทอดด้วยวิธีการบอกเล่าง่ายๆ ตามสไตล์นักติวเตอร์ และปัจจุบันเป็นวิทยากรพิเศษคอร์สการลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานของสต็อกทูมอร์โรว์

40 ปีก่อน เขาเป็นเด็กในครอบครัวที่บิดามาจากจีนโดยที่ไม่มีอะไรเลย ทำให้ได้รับการปลูกฝังให้ลูกทั้ง 3 คน รู้จักประหยัดและอดออมเงินไว้ จนถึงวันที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว ด้วยการมีกิจการค้าไม้อัดแถวบางโพ ช่วงนั้นเศรษฐกิจประเทศไทยรุ่งเรืองวัสดุก่อสร้างขายดี และเป็นไปตามวงจรเศรษฐกิจเริ่มมีสินค้าอื่นเข้ามาทดแทนบิดาของเขาตัดสินใจเปลี่ยนธุรกิจเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่า จนถึงปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 80-90% ตลอด

“ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าการลงทุนของพ่อถือเป็นการลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐานแต่เกิดขึ้นตามหลักธรรมชาติ และมันก็ได้ผลที่ช่วยต้านทานความผันผวนที่เกิดขึ้นในชีวิตหรือวงจรเศรษฐกิจ จนทำให้คนในครอบครัวต่างเชื่อว่าการสะสมหรือลงทุนในสินทรัพย์ที่ดินที่มีทำเลดีย่อมสร้างมูลค่าในอนาคตได้แน่นอน”

เมื่อ “อธิป” จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ด้านการสื่อสารจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เริ่มต้นทำงานด้วยเงินเดือน 1.55 หมื่นบาท เพราะเป็นคนไม่ฟุ่มเฟือยและคิดว่าต้องลงทุนเพื่อตัวเอง โดยนำเงินเก็บไปเรียนต่อคณะบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะเดียวกันก็เริ่มเปิดโรงเรียนสอนติวเตอร์ แต่เมื่อหน้าที่การงานต้องเดินทางบ่อยและไม่มีเวลาจึงยกกิจการให้เพื่อนไป

จนถึงวันที่ต้องการทดสอบวิชาที่เรียนด้วยเข้าลงทุนในหุ้น โดยซื้อหุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) หุ้นละ 5 บาท ไม่เกิน 3 เดือน เกิดเหตุการณ์ 9/11 ถล่มตึกเวิลด์เทรด เขาคิดว่าเลือกหุ้นที่ดีผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมาแล้วตามหลักที่ได้จากการอ่านหนังสือตีแตกของ “นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” แต่เมื่อเกิดวิกฤตหุ้นดิ่งพรวดเดียว 38% หรือหล่นไปที่ 3 บาท ตั้งตัวไม่ทัน

บทเรียนครั้งนั้นทำให้พบข้อบกพร่องของตัวเองที่ใช้กระแสเงินสดที่มีอยู่ทั้งก้อนทุ่มไปซื้อหุ้นตัวเดียว โดยไม่กระจายพอร์ตและก็ทนถือมาเป็นเวลา 34 ปี ขายไปในราคา 7 บาท แม้จะดูไม่ดีแต่ถือว่าระหว่างทางก็ได้เงินปันผลปีละ 2 ครั้ง นับว่าติดดอยอย่างสมศักดิ์ศรี

เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าการลงทุนระยะยาวและลงทุนก่อนย่อมรวยกว่าจริง เมื่อคุณป้าเพื่อนของคุณพ่อซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ไว้จนผ่านไปเป็นสิบปีสามารถมีเงินเป็นล้านบาทได้ด้วยต้นทุนการลงทุนในหลักหมื่นบาท นั่นคือ ลืม และต้องเป็นเงินเย็นที่จะไปลงทุนเท่านั้น

“ผลที่เกิดขึ้นเป็นความเชื่อในพลังของการทบต้นที่แปลงสินทรัพย์ไปในรูปของหุ้นและที่ดิน ที่ผ่านไปในระยะเวลาหนึ่งอย่างไรก็ทำให้อัตราผลตอบแทนที่มากกว่าฝากเงินแบงก์และยังสามารถชนะเงินเฟ้อได้ เพราะหลายคนคงลืมไปว่าดอกเบี้ยจากเงินออมจะถูกหักภาษีอีก ฉะนั้นคงยากที่ชนะเงินเฟ้อได้”

ทั้งนี้ 20% พอร์ตการลงทุนแบ่งเป็นเฉลี่ยเข้าสะสมหุ้นทุกเดือนทั้งหมด 6 ตัว ที่กระจายในหลายอุตสาหกรรมและถือแบ่งลืมไปบ้าง ขณะที่ 80% เป็นหุ้นที่มีการซื้อขายซึ่งเป็นการใช้เงินก้อนใหญ่เข้าไปซื้อ

ปัจจัยที่ทำให้เลือกซื้อหุ้นควรมองเศรษฐกิจภาพใหญ่จำเป็นที่จะต้องกระจายหุ้นอย่างน้อย 35 บริษัท ซึ่งแต่ละตัวควรจะเลือกหุ้นที่มีความโดดเด่นและมีความเข้มแข็งอันดับ 1 ในอุตสาหกรรม อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูงประมาณ 12-20% ต่อปีถือเป็นอัตราการเติบโตที่เพียงพอ เพราะยากที่จะหาบริษัททำได้มากกว่า 20%

นอกจากนี้ PEG เป็นตัววัดมูลค่าของกิจการที่จะไปเข้าซื้อ นั่นคือเอาอัตราส่วนต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) มาหารด้วยอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่กิจการจะทำได้ในอนาคต และการที่รู้ชัดว่าเป็นแนวนักลงทุนหุ้นคุณค่า (วีไอ) จึงไม่เชื่อในแบบเทคนิคเพื่อวิเคราะห์จุดเข้าซื้อหรือจุดขาย เพราะในหลักของวีไอจุดเข้าซื้อก็คือเมื่อหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน โดยเทียบดูกับราคาพี/อี ที่ควรจะเป็นไม่แพงจนเกินไป ขณะเดียวกันเขาก็ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อไว้สำหรับลดภาษีโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ พอร์ตโดยรวมของเขาอยู่ในหลักมากกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งเมื่อปี 2555 พอร์ตบวกถึงที่ 75% ขณะที่ครึ่งปีแรกยังอยู่ที่ 70% แต่ปัจจุบันได้มีการขายหุ้นออกไปบ้าง เพื่อถือเงินสดกับหุ้นที่เรารู้สึกว่าภาพใหญ่มันเริ่มการชะลอเริ่มไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดไว้ก็มีการขายออกมาถือเงินสดมากขึ้น จนตอนนี้พอร์ตบวกมากกว่า 40% และในวิธีของเขาหากเจอทำเลที่คิดว่าดีจริงตามหลักของพ่อก็พร้อมที่จะขายหุ้นในพอร์ตบางส่วน เพื่อไปซื้อทำเลที่ว่านั้น เพราะมองว่าที่ดินเป็นสิ่งที่มีอยู่จำกัด

เขาฝากถึงนักลงทุนใหม่และต้องขอบคุณที่มีเหตุการณ์ที่ดัชนีขึ้นไปมากกว่า 1,600 จุด และลงมาผันผวนอย่างรวดเร็ว เพราะทำให้เป็นตัวอย่างของนักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นหรือกำลังตัดสินใจจะเข้าที่จนมาตัดสินใจจะเป็นนักค้าหุ้นเลยไม่ทำงาน แต่ไม่รู้ว่ากว่าที่หลายคนเขาจะได้อะไรจากการลงทุนเท่านี้ต้องบาดเจ็บกันมาแล้วทั้งนั้น คุณจะเข้ามาเล่นหุ้นด้วยความมั่นใจ ไม่เผื่อใจ จึงอยากถามว่าจะเอาจุดแข็งไหนไปสู้กับคนที่เข้าตลาดมาก่อน การลงทุนที่ดีต้องใช้ทั้งสองทักษะนั่นคือ “ความรู้และประสบการณ์” เพราะจะทำให้สามารถลดความเสี่ยงการลงทุนได้ แต่การอาศัยความรู้อย่างเดียวคงยากที่จะประสบความสำเร็จ ฉะนั้นค่อยศึกษาและเรียนรู้จะดีกว่า

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน