
หุ้นแปรปรวนอสังหาฯก็ปั่นป่วน
ในไตรมาส 3 (ส.ค.ก.ย.) ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะแปรปรวนมาก ดัชนีขึ้นมาตลอดปีที่แล้วและต้นปีขึ้นไปถึง 1,500 จุด กำลังตกลงมา 1,400 จุด และ 1,300 จุด จิตวิทยาความเชื่อมั่นลดลงและทำให้บรรยากาศการลงทุนต่ำลงมาตามกัน
ในไตรมาส 3 (ส.ค.ก.ย.) ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะแปรปรวนมาก ดัชนีขึ้นมาตลอดปีที่แล้วและต้นปีขึ้นไปถึง 1,500 จุด กำลังตกลงมา 1,400 จุด และ 1,300 จุด จิตวิทยาความเชื่อมั่นลดลงและทำให้บรรยากาศการลงทุนต่ำลงมาตามกัน
ภาครัฐได้ประกาศจีดีพี ซึ่งเดิมประเมินไว้ปลายปีที่ +5% แรงกดดันภายนอกทำให้จีดีพีคาดว่าจะลดอยู่ในระดับ 4% หรือต่ำกว่า นักวิเคราะห์ก็ให้เหตุผลว่ามาจากแรงกดดันที่ส่วนใหญ่มาจากภายนอก เช่น 1.สหรัฐอเมริกาลดการพิมพ์ธนบัตรกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือคิวอี 3
2.ยุโรปยังมีปัญหานี้สาธารณะจากหลายประเทศ 3.ตะวันออกกลาง แหล่งน้ำมันกำลังปะทุ ดุเดือด คือ อียิปต์และซีเรีย ที่สหรัฐอเมริกากำลังรอกินขนมหวาน จะใช้กำลังเข้าไปรุกรานหวังผลด้านขายอาวุธและน้ำมันสำรอง 4.ญี่ปุ่นกำลังจะมีคิวอีญี่ปุ่นกระตุ้นของนายกฯ คนใหม่ 5.การเมืองไทยมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น ความปรองดองลดน้อยลง
จากแรงกดดันดังที่กล่าวทำให้ตลาดการเงินระหว่างประเทศอ่อนไหว เงินร้อนออกบินทั่วโลกจ้องหาพื้นที่ใหม่ที่ง่ายแก่การหารายได้ เก็งกำไรระยะสั้น ที่เรียกว่า ค้างคาวผี ที่ FlyByNight เงินร้อนส่วนหนึ่งบินออกจากไทยกลับไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาและประเทศเปิดใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ยังอ่อนแอ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ละตินอเมริกา และกลับไปยุโรปบางประเทศ
แรงขายในบ้านเราคือ สถาบันต่างประเทศ ทำให้หุ้นตก แมงเม่าที่ชอบเล่นระยะสั้น ก็ขาดทุนกันถ้วนหน้า แต่นักลงทุนที่เรียกว่า Value Stock ที่มองถึงมูลค่าที่แท้จริง ดูปันผลทุกปี และมูลค่าตาม Book ที่แท้จริง เริ่มซื้อลงทุนระยะกลางมากขึ้น ส่งผลกระทบทางการเงินในประเทศ กระแสเงินสด (Cash Flow) ในประเทศน้อยลง และมากระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์
หาจำกันได้ในช่วงปลายปีที่แล้วและต้นปีนี้ตอนที่มีเงินร้อนระยะสั้นไหลเข้ามาลงทุนอสังหาฯ ผู้ประกอบการก็สร้างคอนโดกันมากมายทั่วประเทศ ทำให้ตลาดอสังหาฯ บวมโต พอง จนเป็นฟองสบู่ (ที่ผู้ประกอบการมองไม่เห็น ไม่อยากมอง และไม่ยอมรับ) ผู้ซื้อจริงมีประมาณ 50% ของตลาด อีก 45% ซื้อลงทุนให้เช่าอีก 5% เก็งกำไร
เมื่อตลาดหุ้นแปรปรวนด้วยเงินร้อนผสมกับการเมืองในประเทศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็กระทบความมั่นใจจิตวิทยาของนักลงทุนในอสังหาฯ ต่อเนื่องกันเป็นโดมิโน ผู้ซื้อเพื่อลงทุน 45% และผู้ประกอบการที่ทุ่มตลาด เริ่มมีความเป็นห่วงว่า ผู้บริโภคจะต้องหดตัวในปลายปี เอ็นพีแอลจะมีมากขึ้น ทั้งส่วนผู้ประกอบการและผู้ซื้อ
สถาบันการเงินที่ต้องเข้มงวดขึ้นตามระบบธนาคาร Basel 12 และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กำลังเข้ามาตรวจแถวเอ็กซเรย์ความแข็งแรงของทุกธนาคารว่าจะรองรับแรงกระแทกของความแปรปรวนได้ไหม ตลาดเก็งกำไรทองก็ฟุบตัวลงแล้ว ตลาดหุ้นก็กำลังปรับตัวลง แล้วอสังหาฯ ซึ่งเป็นสินค้าภายในประเทศ และคนชั้นกลางเป็นผู้บริโภคหลัก จะปรวนแปรแค่ไหน ใครจะถูกกระทบ กระแสเงินสดจะขาด ของใหม่ออกมากแค่ไหน ต้องดูไม่กระพริบตา
ผู้ประกอบการที่ขาดทุนหรืออาจจะล้มตายมีแน่ ส่วนผู้บริโภคที่ซื้อลงทุนก็ต้องปล่อยให้ที่อยู่หลุดมือก็จะกลับไปเพิ่มภาระหนี้เสียในระบบการเงินประเทศอีกจึงควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ ไม่ประมาทดีกว่ามองแต่ในแง่ดี สิ่งที่ผู้บริหารทุกบริษัทจะต้องทำคือ มีแผน 2 และแผน 3 รองรับ แรงกระทบให้ดี
หากจะรอการลงทุนภาครัฐคงไม่ไหว เงิน 2.5 ล้านล้านบาท คงเอามาลงทุนได้ยาก เพราะรัฐบาลขัดขาตัวเอง ออก พ.ร.บ.(ไม่)ร่วมทุนกับเอกชนออกมา ทำให้ติดขัดไม่สามารถลงทุนได้ ขอให้โชคดีทุกคนครับ







