
พัฒนาฝีมือแรงงานเน้น Area-Based ใกล้เพื่อนบ้าน
การพัฒนาฝีมือแรงงานให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และรองรับความเปลี่ยนแปลงบนเส้นทางประชาคมอาเซียน
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
การพัฒนาฝีมือแรงงานให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และรองรับความเปลี่ยนแปลงบนเส้นทางประชาคมอาเซียน ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน รวมถึงตัวแรงงานเอง
เพราะตลาดที่เปิดกว้างขึ้น รวมถึงการเคลื่อนย้ายคนและสิ่งของที่สะดวกขึ้นผ่านความเชื่อมโยงต่างๆ ย่อมทำให้ความต้องการในตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ชายแดนที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด
พัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ แนะแนวทางการพัฒนากำลังแรงงานเตรียมความพร้อมรองรับสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในงานสัมมนาของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ว่า ไทยสามารถใช้การพัฒนาตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตามกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ให้เป็นประโยชน์ได้ เพื่อช่วยเสริมการรวมตัวสู่ประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็งขึ้น
การพัฒนาตามระเบียงเศรษฐกิจที่มี 3 แนวหลัก ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจเหนือใต้ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง จ.เชียงราย เดิมนักท่องเที่ยวเดินทางไปแม่สายและดอยตุง แต่เดี๋ยวนี้มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น วัดร่องขุ่น ที่สร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชั้นแนวหน้าของไทย
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ตามมาด้วย อย่างกรณีของวัดร่องขุ่นที่ลายปั้นและการผสมสูตรปูนในการสร้างโบสถ์ ได้ถูกถ่ายทอดทักษะให้ช่างรุ่นใหม่ๆ จึงเกิดกระบวนทัศน์ของการเปลี่ยนแปลงในบรรดาช่างแถบนี้
แนวทางการพัฒนาฝีมือแรงงานในระดับจังหวัดนับจากนี้ไป จะต้องปรับให้สอดคล้องกับแนวระเบียงเศรษฐกิจและเกี่ยวเนื่องกับเออีซี โดยต้องใช้แนวทางพัฒนาแบบอิงพื้นที่ (AreaBased) เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการในท้องถิ่น และต้องผนึกกำลังกันในลักษณะกลุ่มจังหวัด จะได้เข้มแข็งขึ้น เพราะแนวระเบียงเศรษฐกิจพาดผ่านหลายจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียงก็จะได้รับอานิสงส์ด้วย
ขณะเดียวกัน เมื่อการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้นมหาศาล และเกิดการเคลื่อนย้ายไปมา ก็ทำให้การแข่งขันเพิ่มขึ้นด้วย ตรงนี้ก็เกี่ยวข้องกับคน โดยต้องพัฒนาแรงงานในท้องถิ่นให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลง และเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของแต่ละจังหวัด
ดังนั้น แต่ละจังหวัดจะต้องคิดกลไกที่จะช่วยพัฒนาคนในท้องถิ่น อย่างการตั้งเมืองในระเบียงเศรษฐกิจ เป็นลักษณะของจังหวัดบ้านพี่เมืองน้อง หรือเขตเศรษฐกิจชายแดน โดยแต่ละจังหวัดจะต้องดูศักยภาพและศึกษาจุดอ่อนจุดแข็ง (SWOT) ว่าจังหวัดของตัวเองควรจะพัฒนาไปในทิศทางใด เพื่อจะได้พัฒนาแรงงานให้ตอบสนองกับความต้องการดังกล่าว
ปัจจุบันรัฐบาลให้น้ำหนักกับการค้าชายแดนมากขึ้น เพราะตระหนักว่ามูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จังหวัดต่างๆ ที่มีพื้นที่ติดกับเพื่อนบ้าน ก็สามารถใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ สร้างแบรนด์ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ และหาช่องทางกระจายสินค้าในท้องถิ่นไปวางขาย เหมือนกับญี่ปุ่นที่นำสินค้าเด่นในท้องถิ่นวางขายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
ที่สำคัญ คือ แต่ละจังหวัดสามารถใช้เครือข่ายที่มีในจังหวัดมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของแรงงาน ทั้งการพัฒนาความรู้และอบรมทักษะต่างๆ เพื่อให้คนในพื้นที่มีความรู้เกี่ยวกับชนิดสินค้า วัตถุดิบ ที่มีศักยภาพ รวมถึงรู้จักพื้นที่ใกล้เคียงที่จะเชื่อมโยงภาคการผลิตร่วมกัน รู้จักเทคโนโลยีที่จำเป็น และเข้าใจการตลาดในเออีซี







