
ญี่ปุ่นดันชินคังเซนชิงเค้กไฮสปีดในไทย
โครงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย อยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก
โดย...ปรียนิจ กลุตั้งเจริญ
โครงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย อยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก โดยเฉพาะการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง ที่มีนักลงทุนจากหลากหลายประเทศต่างให้ความสนใจเข้ามานำเสนอระบบเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย หนึ่งในนั้น คือ รถไฟความเร็วสูงชินคังเซน จากประเทศญี่ปุ่น
เรโกะ นาคายามา ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมโครงการระหว่างประเทศ กองการต่างประเทศ สำนักการรถไฟ กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นเริ่มพัฒนารถไฟความเร็วสูงชินคังเซนตั้งแต่ปี 2439 ในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากภาวะสงคราม และเริ่มเปิดดำเนินการครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2507 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก ซึ่งถือเป็นประเทศแรกที่ได้พัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงของโลก และเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ
จุดเด่นของรถไฟชินคังเซน คือ ความเร็ว โดยในสมัยเริ่มแรกสามารถทำความเร็วได้ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยความเร็วในระดับนี้หากเกิดอุบัติเหตุจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
ในเรื่องความปลอดภัยก็เป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งเช่นกัน โดยตั้งแต่เริ่มดำเนินการมา 48 ปี ยังไม่เคยมีอุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเลย เนื่องจากมีการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย มีการควบคุมการจราจร และการตรวจสอบติดตามที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปัจจุบันจำนวนการเดินรถต่อวันรวมทุกสายในญี่ปุ่นอยู่ที่ 850 เที่ยวต่อวัน หรือ 14 เที่ยวต่อชั่วโมง โดยมีเวลาล่าช้าเฉลี่ยเพียงไม่ถึง 1 นาที
นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบที่ใช้พื้นที่ในการวิ่งสวนกันน้อยกว่ารถไฟประเภทอื่น ดังนั้นการวิ่งผ่านอุโมงค์หรือสะพานจะใช้พื้นที่น้อย ช่วยประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง และการวางแผนด้านโยธา รวมถึงภายในรถไฟมีพื้นที่กว้างขวาง และเป็นรถไฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากมองในด้านความคุ้มทุน ผลประกอบการของรถไฟชินคังเซนในช่วงแรกย่อมหนีไม่พ้นที่จะขาดทุน แต่ในเมื่อดำเนินการได้ 3 ปี ก็เริ่มเห็นผลกำไร และ 10 ปีตั้งแต่การเริ่มลงทุนก็เริ่มมีผลกำไรสะสมเป็นบวก โดยสามารถคืนทุนได้ภายใน 10 ปี หลังเปิดดำเนินการ
“เมื่อรถไฟความเร็วสูงสายแรกประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น ก็มีพัฒนาให้เป็นโครงการทั่วประเทศ โดยในปี 2513 รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ.พัฒนารถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศขึ้น การพัฒนาจึงเริ่มขยายตัวออกไปยังพื้นที่อื่นๆ” นาคายามา กล่าว
สำหรับประเทศไทย ญี่ปุ่นได้เข้ามาอธิบายข้อมูลรถไฟชินคังเซนต่อรัฐบาลหลายครั้งแล้ว ทั้งในระดับผู้นำของทั้งสองประเทศและระดับกระทรวง ซึ่งการตอบสนองของรัฐบาลไทยก็เข้าใจถึงจุดเด่นของชินคังเซนแล้ว โดยหลังจากนี้จะเริ่มทำความเข้าใจในเชิงลึกด้านเทคโนโลยี จึงต้องมีการหารือร่วมกันอีกหลายครั้ง
ทั้งนี้ มองว่าเมืองไทยมีความพร้อมแล้วที่จะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพราะจากที่ได้เข้าสำรวจกิจการรถไฟของไทยก็พบว่ามีหลากหลายประเภทและหลากหลายคุณภาพ และสภาพเศรษฐกิจของไทยก็มีความพร้อมมีความเป็นมหานครมากกว่าโตเกียวในสมัยที่เริ่มต้น การที่ไทยจะมีรถไฟความเร็วสูงจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ขณะที่การลงทุน รูปแบบความร่วมมือคงต้องขึ้นอยู่กับประเทศไทยว่าต้องการความร่วมมือรูปแบบไหน ตัวอย่างเช่น ชินคังเซนในไต้หวัน มีการร่วมมือกันในเรื่องการพัฒนาระเบียบ ระบบการเดินรถไฟ การฝึกอบรม เป็นต้น
ส่วนการร่วมลงทุน ในตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณจากรัฐบาลไทย ขณะที่รูปแบบของรถไฟตามปกติชินคังเซนใช้สำหรับขนส่ง
ผู้โดยสาร ไม่ขนส่งสินค้า แต่ในเมืองไทยมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงขนส่งสินค้าด้วย ส่วนเรื่องความเร็วก็สามารถปรับให้เข้ากับสภาพของแต่ละประเทศได้เช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาชินคังเซนได้รับความสนใจจากหลายประเทศใน
อาเซียน จากการเข้าไปทำกิจกรรมชี้แจง แต่ปัจจุบันยังไม่มี
ประเทศใดในอาเซียนที่นำระบบของชินคังเซนไปใช้ ส่วนการ
ที่จีนเข้ามาให้ความสนใจไทยเรื่องรถไฟความเร็วสูง ทางญี่ปุ่น
ไม่ทราบความเคลื่อนไหวของจีน แต่พยายามเต็มที่ให้ไทยเข้า
ใจชินคังเซน" นาคายาม่า กล่าว
โดยในวันที่ 12 ก.ย. 2556 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น จะเดินทางมาประเทศไทยและเข้าพบกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนามคม รวมไปถึงการเยี่ยมชมสถานีรถไฟบางซื่อ ซึ่งเชื่อว่าไทยและญี่ปุ่นน่าจะใช้โอกาสนี้ในการหารือร่วมกัน







