posttoday
3อุตฯจ่อฟื้นตามจีน

3อุตฯจ่อฟื้นตามจีน

12 กันยายน 2556

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยางพาราเคมีขั้นต้นสศอ.ไม่มั่นใจแรงพอดันจีดีพีโต4%

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยางพาราเคมีขั้นต้นสศอ.ไม่มั่นใจแรงพอดันจีดีพีโต4%

สศอ.หวังเศรษฐกิจจีนฟื้น ดันส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยางพาราเคมีขั้นต้น ยังไม่ขยับเป้าจีดีพีอุตสาหกรรม

นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก หลังจากหลายประเทศหลักๆ มีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยเฉพาะจีนที่เป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ของไทยในปัจจุบัน ล่าสุดดัชนีผลผลิตจีนเดือน ส.ค. ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ทั้งนี้ หากภาคการผลิตของจีนฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนนี้ จะส่งผลดีต่อภาคการผลิตของไทย เพราะขณะนี้จีนผลิตสินค้าด้วยสต๊อกวัตถุดิบเดิม แต่คาดว่าจากนี้ไม่นานจะเริ่มมีการสั่งซื้อวัตถุดิบจากประเทศคู่ค้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะรับอานิสงส์จากจีนก่อนกลุ่มอื่นๆ คือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และเคมีขั้นต้น ที่ไทยส่งออกไปจีนเป็นหลัก

สำหรับการฟื้นตัวของจีนจะต่อเนื่องจนส่งผลดีต่อภาคการผลิตของไทยมากน้อยเพียงใด ยังต้องติดตามสถานการณ์ของสหรัฐและยุโรปซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของจีนด้วย แต่โดยภาพรวมประเทศกลุ่มเศรษฐกิจหลักเริ่มรายงานตัวเลขที่เป็นบวกออกมา ทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จึงเชื่อว่าน่าจะทำให้เห็นการฟื้นตัวที่ต่อเนื่องได้

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐตัดสินเลื่อนการโจมตีซีเรียออกไป ช่วยลดความกังวลให้กับนักลงทุนมาก เห็นได้จากดัชนีหุ้นทั่วโลกที่ดีขึ้นและจะช่วยให้ราคาน้ำมันไม่สูงไปกว่าระดับปัจจุบันที่ประมาณ 110-112 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ในวันที่ 17-18 ก.ย. เกี่ยวกับมาตรการทยอยลดคิวอี ตลาดก็ตอบรับไปพอสมควร จึงไม่น่ามีผลกระทบรุนแรง

“จากสัญญาณที่ดีขึ้นคาดว่าจะช่วยหนุนการผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยให้ขยายตัวได้ 0.51% ได้ตามที่ สศอ. คาดการณ์ไว้ แต่จีดีพีอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะขยายตัวปีนี้ 4% ยังไม่มีความแน่นอน เนื่องจากครึ่งปีแรกขยายตัวได้เพียง 2%” นายสมชาย กล่าว

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สทร.) กล่าวว่า ในภาวะที่การส่งออกยังไม่มีการฟื้นตัวชัดเจน เอกชนอยากให้ภาครัฐผลักดันการค้าชายแดนให้การส่งออกสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวให้ได้มากขึ้น เช่น การเปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่ 18 แห่ง เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มความสะดวกในส่วนพิธีศุลกากร รวมทั้งขอให้รัฐบาลจัดสรรงบเพื่อลงทุนสร้างถนนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เพราะลาวอาจไม่มีงบประมาณเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังต้องการให้เจรจากับรัฐบาลลาวและกัมพูชาเรื่องการนำรถจากฝั่งไทยเข้าไปในประเทศเหล่านี้ให้มีความเสรีมากขึ้น จากปัจจุบันที่จำกัดว่ารถทุกประเทศจากประเทศไทยจะเข้าประเทศลาวและกัมพูชาได้วันละไม่เกิน 40 คัน เกินวันละ 40 คัน ทำให้เมื่อข้ามแดนเข้าไปแล้วรถสินค้าจำนวนมากต้องไปเปลี่ยนหัวรถลากเป็นรถของประเทศนั้นๆ ทำให้เสียเวลาและมีต้นทุนสูง

“การให้รัฐบาลไปเจรจาไม่ได้ต้องการเอาเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน เพราะปัจจุบันไทยเสียเปรียบประเทศจากนอกอาเซียนอยู่มาก เพราะกฎหมาย สปป.ลาว เปิดให้ต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น สามารถลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ได้ 100% และเมื่อเป็นนิติบุคคลสัญชาติลาวแล้ว บริษัทเหล่านั้นก็สามารถนำรถส่งสินค้าเข้าออกในกลุ่ม CLMV รวมถึงไทยได้อย่างเสรีเพราะไทยไม่ได้จำกัดจำนวนรถที่มาจากแต่ละประเทศ” นายนพพร กล่าว

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล