
แหยงงบประมาณสะดุด
การเลื่อนการทูลเกล้าฯ ถวายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 วงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท ออกไป กำลังกลายเป็นที่จับตาของภาคเศรษฐกิจว่าจะกระทบกระเทือนต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่กำลังตกอยู่ในภาวะชะลอตัวหรือไม่
แทบทุกคนต่างวิตกว่าหาก พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 ประกาศใช้ไม่ทันวันที่ 1 ต.ค. 2556 เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ลากให้เกิดการลงทุนจะหายไปจากระบบ
ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า ความล่าช้าของงบประมาณปี 2557 และแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือ 4 เดือนต่อจากนี้จะยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง เพราะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 4% เท่านั้น
ธีรนันท์ คาดว่าในปีหน้าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสจะเติบโตได้ 4.5% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลดีต่อการส่งออก และการลงทุนภาครัฐน่าจะขับเคลื่อนได้ในบางโครงการ ขณะที่ปัญหาสงครามในต่างประเทศที่มีแนวโน้มลดลง ก็จะส่งผลดีต่อความมั่นใจของผู้บริโภคให้ปรับดีขึ้น และหากค่าเงินบาทยังอ่อนค่าในระดับนี้ต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้ภาคการส่งออกน่าจะได้ฟื้นตัวได้ในปีหน้าด้วยเช่นกัน
ขณะที่ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นห่วงว่าความล่าช้าของงบประมาณปี 2557 และ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นเรื่องจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แต่ เมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 ที่ออกล่าช้ากว่ากรอบปกตินั้น ธปท.ไม่ค่อยห่วงนัก เพราะการประกาศใช้งบประมาณล่าช้าเกิดขึ้นบ่อยๆ และแม้ว่าการประกาศใช้ล่าช้า แต่เชื่อว่าจะมีการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายได้
“ถึงจะล่าช้าแต่เดี๋ยวก็เร่งเบิกจ่ายได้ งบประจำ งบเหลื่อมปี หรืองบที่ยังใช้ไม่หมดจากปีนี้ และงบลงทุนต่อเนื่องที่อนุมัติมาจากปีที่แล้วก็ยังเบิกจ่ายได้อยู่ ยกเว้นงบการลงทุนใหม่เท่านั้นที่จะไม่เกิด แต่ถ้าถามว่าจะส่งผลต่อการลงทุนของเอกชน ที่เตรียมการจะลงทุนเกี่ยวเนื่องกับภาครัฐหรือไม่ คงขึ้นกับการสื่อสารและการอธิบายของภาครัฐว่ามาจากสาเหตุใด จะล่าช้านานหรือไม่ หากล่าช้าไม่นานก็ไม่กระทบอะไรมากนัก” เมธี กล่าว
เมธี กล่าวว่า ธปท.จะพิจารณาปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2556 ลงจาก 4.2% ในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 16 ต.ค.นี้ และจะประกาศเป็นทางการในการรายงานนโยบายการเงินวันที่ 25 ต.ค.นี้ เนื่องจากการใช้จ่ายในประเทศชะลอลง และการส่งออกก็ขยายตัวช้าลง ทำให้ต้องปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจลง แต่คงจะปรับลดลงไม่มากนัก เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้างแล้ว
“ที่ ธปท.ต้องปรับลดจีดีพีปีนี้ใหม่ เพราะการใช้จ่ายในประเทศชะลอลง ส่งออกก็อาจจะช้าไปนิดหนึ่ง แต่มาถึงตอนนี้ส่งออกอาจจะดีก็ได้ เพราะหลายประเทศในเอเชียเริ่มเห็นส่งออกมันปรับดีขึ้น และคิดว่าจากนี้ไปเศรษฐกิจน่าจะรีบาวด์ขึ้นต่อเนื่อง” เมธี กล่าว
เมธี ชี้แจงว่า การคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีรอบใหม่นั้น จะปรับลดการคาดการณ์ส่งออกลงจากปัจจุบันที่ 4% ลงด้วย แม้ว่าไตรมาส 34 การส่งออกจะมีสัญญาณในทางที่ดีขึ้นก็ตาม
ส่วนการปรับอัตราเงินเฟ้อจะต้องประเมินจากข้อมูลล่าสุดก่อน เพราะแม้ดัชนีราคาสินค้าที่ปรับขึ้นไม่มากก็ตาม แต่ต้นทุนการผลิตและข้อมูลอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นด้วย จึงอาจมีผลต่อเงินเฟ้อ
เมธี ยังประเมินว่าการปรับลดมาตรการผ่อนคลายปริมาณเงิน (คิวอี) ของสหรัฐไม่น่าเป็นกังวลนัก ส่วนปัญหาในประเทศซีเรีย เชื่อว่าคงแผ่วๆ ลง เพราะสหรัฐไม่มีทางเลือกนัก และคงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกับซีเรีย
เพราะหากมีการโจมตีซีเรียจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกรุนแรงเกินกว่าจะรับได้
เช่นเดียวกับ ปฤษันต์ จันทน์หอม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ธปท. เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดมาตรการคิวอีไม่มากนัก เพราะแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นขึ้นมาบ้าง แต่ไม่ได้ดีไปหมด บางเดือนดี บางเดือนไม่ดี ดังนั้นการลดคิวอีจะทำให้เงินทุนไหลออกจากไทยไม่รุนแรงจนน่าเป็นห่วง
“สหรัฐคงไม่กล้าทำอะไรที่เร็วและแรง เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเขาไม่ได้ดีต่อเนื่องทุกเดือน ผมว่าประเด็นเรื่องซีเรียน่าจับตามากกว่า เพราะขั้วความขัดแย้งเป็นประเทศใหญ่ คือ สหรัฐและรัสเซีย ถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะเป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกมาก” ปฤษันต์ ทิ้งปม







