
รัฐทำเกษตรกรง่อย
ผมมีความเชื่อและศรัทธาในระบบการค้าเสรี และไม่อยากเห็นการอุดหนุนราคาของผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ทางด้านอุตสาหกรรม หรือบริการต่างๆ โดยรัฐ ยกเว้นแต่สินค้าหรือบริการเหล่านั้นประเทศเรามีโอกาสที่จะได้เปรียบในอนาคตแต่ต้องการส่งเสริมและอุดหนุน ควรมีเฉพาะในระยะเริ่มต้นเพื่อให้อุตสาหกรรมที่ยังอ่อนแอสามารถตั้งตัว และมีความแข็งแกร่งและมีความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในอนาคต
ผมมีความเชื่อและศรัทธาในระบบการค้าเสรี และไม่อยากเห็นการอุดหนุนราคาของผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ทางด้านอุตสาหกรรม หรือบริการต่างๆ โดยรัฐ ยกเว้นแต่สินค้าหรือบริการเหล่านั้นประเทศเรามีโอกาสที่จะได้เปรียบในอนาคตแต่ต้องการส่งเสริมและอุดหนุน ควรมีเฉพาะในระยะเริ่มต้นเพื่อให้อุตสาหกรรมที่ยังอ่อนแอสามารถตั้งตัว และมีความแข็งแกร่งและมีความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในอนาคต
ขอเริ่มต้นที่ธุรกิจบริการก่อน เมื่อปีที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปร่วมวงเสวนาเกี่ยวกับเรื่องค่าคอมมิชชันเสรีของธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ ในฐานะตัวแทนของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งในวงเสวนาจะประกอบไปด้วย ตัวแทนของบริษัทหลักทรัพย์จดทะเบียนกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์โบรกเกอร์และรายย่อย ซึ่งผมได้แสดงความเห็นในครั้งนั้นว่าควรจะปล่อยให้ค่าคอมมิชชันในการซื้อขายหุ้นเสรีได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบขั้นบันได เพราะว่า ธุรกิจการให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์เริ่มพร้อมกับการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็เป็นระยะเวลานานเกือบ 40 ปี แล้ว ธุรกิจโบรกเกอร์ควรจะยืนหยัดด้วยตนเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. มากำหนดอัตราค่าคอมมิชชันขั้นต่ำหรือขั้นบันได แม้ว่าในอดีตเราเคยใช้ค่าคอมเสรีแล้วทำให้มีการแข่งขันสูงก็ตาม ผมเชื่อว่าในที่สุด การแข่งขันก็จะลดลง แล้วก็จะเหลือโบรกเกอร์รายที่แข็งแกร่ง ส่วนรายที่อ่อนแอก็จะถูก Takeover ไป ในที่สุดโบรกเกอร์ของเราก็จะมีความเข้มแข็งเมื่อเทียบกับโบรกเกอร์อื่นๆ ในภูมิภาค
พืชผลทางการเกษตรที่มีข่าวประท้วงราคาพืชผลตกต่ำอยู่บ่อยๆ ก็คือ ข้าว ยางพารา อ้อย เป็นต้น จริงๆ แล้วรัฐควรจะอุดหนุนและส่งเสริมด้วยวิธีอื่นๆ ที่ไม่ใช่การประกันราคาพืชผล หรือรับจำนำข้าว
สิ่งที่รัฐควรจะทำคือให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้มีผลผลิตต่อไร่สูง และมีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ แมลงร้ายต่างๆ ที่เป็นศัตรูพืช และปรับปรุงผลผลิตให้มีคุณภาพสูงขึ้น ให้ความรู้ในการทำเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง แจกเมล็ดพันธุ์พืชที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์แล้ว เมื่อผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูง เกษตรกรก็ขายพืชผลเหล่านั้นได้ในราคาที่สูงขึ้น ติดตามแนวโน้มราคาของพืชผลแต่ละชนิด แล้วเผยแพร่ให้แก่เกษตรกรให้ทั่วถึง ว่าพืชผลอะไรที่มีแนวโน้มราคาดีเกษตรกรจะได้หันมาปลูกพืชผลเหล่านั้น พืชผลที่ราคาไม่ดี เกษตรกรจะได้เลี่ยงไม่ปลูก ลองดูสิครับ สมัยก่อนยางพารามีปลูกแต่ทางภาคใต้เท่านั้น ปัจจุบันที่อีสานและภาคเหนือก็มีการปลูกกันมากมาย เพราะว่าชาวนาบางส่วนเห็นว่ารายได้จากการทำสวนยางได้ผลตอบแทนสูงกว่าการทำนาข้าว การให้ความรู้กับชาวนาในการทำสวนผักก็ไม่เลวนะครับ เพราะว่ามีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ เพราะว่าปลูกได้หลายครั้ง ไม่เหมือนกับการทำนาที่ทำได้เพียงปีละ 13 ครั้งเท่านั้น แล้วแต่ประเภทของที่ดินที่ทำยิ่งปัจจุบันนี้ ราคาผักสดค่อนข้างจะแพงมาก หรือการปลูกพืชผลให้ออกผลไม่ตรงตามฤดูกาล เช่น มะนาว ซึ่งหน้าแล้งจะแพงมาก ลูกละ 57 บาทเลยทีเดียว ถ้าพัฒนาสายพันธุ์ให้มะนาวออกผลช่วงหน้าแล้งได้เกษตรกรเหล่านี้ก็จะได้ผลตอบแทนต่อไร่สูงขึ้น ผู้บริโภคก็จะซื้อมะนาวได้ในราคาที่ถูกลง นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐใช้เงินไปแล้ว 6.7 แสนล้านบาท และยังตั้งวงเงินรอบใหม่อีก 2.70 แสนล้านบาท รวมแล้วรัฐต้องใช้เงินเกือบ 1 ล้านล้านบาท โดยทาง TDRI คาดการณ์ว่ารัฐจะขาดทุนจากโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท อย่าลืมนะครับข้าวเป็นผลผลิตที่เน่าเสียได้ การเก็บสต๊อกไว้รอขายตอนได้ราคา ทำได้เพียงช่วงเวลาที่จำกัด ปีๆ หนึ่งชาวนาเสียภาษีที่ดินทำกินแค่ 24 บาท/ไร่ เท่านั้น เงินภาษีที่ผู้เสียภาษีทั้งประเทศนำมาอุดหนุนแบบนี้ดูไม่ค่อยยุติธรรม ถึงแม้ว่าผมมีความเห็นว่ารัฐควรจะช่วยเหลือเกษตรกรในฐานะผู้ด้อยโอกาส แต่การช่วยเหลือควรจะเป็นรูปแบบที่ผมกล่าวถึงข้างต้นเสียมากกว่า ซึ่งจะทำให้ชาวนาเรามีคุณภาพมากขึ้น
เมื่อรัฐอุดหนุนชาวนา ชาวสวนยางก็อยากจะให้รัฐมาประกันราคายางให้ได้ที่ 100 บาท/กิโลกรัม โดยการปิดถนนประท้วง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง ทำให้ประชาชนที่สัญจรในเส้นทางนั้นเดือดร้อน เรามาเปรียบเทียบดูกันนะครับ ยอดส่งออกข้าวอยู่ที่ปีละ 2 แสนล้านบาท ในขณะที่ยอดส่งออกยางอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท/ปี รัฐอุดหนุนโครงการรับจำนำข้าวเกือบแสนล้านบาท ส่วนยางพารารัฐใช้เพียงไม่กี่หมื่นล้านบาท ชาวสวนยางก็จะได้ราคาประกันที่ 100 บาท/กิโลกรัม ที่เขียนมาแบบนี้ ไม่ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับการประกันราคายางนะครับ ยิ่งมาดูต้นทุนการปลูกข้าวรวมค่าเช่าที่นาตกเพียง 6,000-8,000 บาท/ไร่ เมื่อหักค่าความชื้นแล้วที่ราคาประกัน 1.5 หมื่นบาท เพราะชาวนาจะได้กำไรถึง 4,000-5,000 บาท/ตัน เลยทีเดียว
กลับมาที่ตลาดหุ้นบ้านเรา หลังจาก Set Index ไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,260.08 จุด เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แล้วก็มีการดีดกลับมาจนทะลุ 1,400 จุด เมื่อวานนี้ ผมคาดว่าแนวต้านในรอบนี้น่าจะอยู่แถว 1,425-1,435 จุด ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนระยะสั้นอาจจะขายออกไป เสียครึ่งหนึ่งของพอร์ต แต่นักลงทุนระยะกลางและระยะยาว ยังแนะนำถือครับ เพราะปีหน้าเรามีโอกาสเห็น Set Index ที่เกิน 1,600 จุดค่อนข้างแน่
ก่อนจบบทความนี้ อยากให้เกษตรกรทุกท่านทราบว่า ราคาพืชผลการเกษตรขึ้นกับภาวะตลาดโลก รัฐบาลไม่สามารถจะกำหนดราคาเองได้มิฉะนั้น ผมกับเพื่อนๆ จะขอประท้วงรัฐให้มาอุดหนุนราคาหุ้น ให้มีราคาสูงขึ้นบ้างนะครับ







