
เซลส์หายรายได้หด
สัปดาห์ที่ผ่านมาเขียนถึงโครงการอีโคคาร์ ระยะที่ 2 โดยระบุว่า ระยะเวลาการสิ้นสุดการเปิดรับสมัครให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2556 ซึ่งเป็นความผิดพลาดในการแจ้งข้อมูล ข้อมูลที่ถูกต้องคือโครงการดังกล่าวเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2557 จึงต้องขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ และต้องขอขอบคุณในความปรารถนาดีของคุณ Nattaruj K. ด้วยครับ
สัปดาห์ที่ผ่านมาเขียนถึงโครงการอีโคคาร์ ระยะที่ 2 โดยระบุว่า ระยะเวลาการสิ้นสุดการเปิดรับสมัครให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2556 ซึ่งเป็นความผิดพลาดในการแจ้งข้อมูล ข้อมูลที่ถูกต้องคือโครงการดังกล่าวเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2557 จึงต้องขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ และต้องขอขอบคุณในความปรารถนาดีของคุณ Nattaruj K. ด้วยครับ
เอาล่ะ... เข้าเรื่องเลยดีกว่า สถานการณ์การจำหน่ายรถยนต์ของผู้แทนจำหน่ายบริษัทต่างๆ ณ เวลานี้ มีแต่เสียงสะท้อนโอดโอยถึงยอดขายที่ชะลอต่ำลงๆ และคงจะต้องใช้ “ๆ” อีกหลายอัน กับความฝันด้านการจำหน่ายของผู้ที่ทำอาชีพ “เซลส์” ขายรถที่ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องผูกรายได้กับเงินเดือนและค่าคอมมิชชันจากการขายรถที่ทุกวันนี้เริ่มร่อยหรอลงทุกทีๆ ก่อนหน้านี้ที่ได้เฉลี่ยเดือนละ “หลายสิบคัน” ตอนนี้เหลือเพียง “ไม่กี่คัน” บางรายก็ถอดใจไปทำอาชีพอื่นกันก็มีไม่น้อย
อีกอาชีพหนึ่งที่แม้ไม่ได้อยู่ในวงจรการผลิตและจำหน่ายรถ แต่ก็ได้รับผลกระทบจากโครงการรถคันแรกตรงๆ คือ “คนขับรถแท็กซี่” หลายรายในเขต กทม. ก็ได้สะท้อนถึงรายได้ที่ต่ำลง จากผลกระทบของโครงการรถคันแรก ที่ทำให้คนใช้บริการลดลง เพราะหันไปใช้รถส่วนตัวกันมากขึ้นๆ หรืออีกมุมหนึ่งน่าจะมองได้ว่า คนในครอบครัวที่ซื้อรถในโครงการนี้ ไม่ใช้บริการแท็กซี่เพราะจะต้องประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ต้องมีภาระจากการผ่อนรถต่อเดือนที่เพิ่มขึ้น
ยังไม่รวมพวกที่อยู่ในไลน์ผลิตต่างๆ ที่ได้ข่าวว่ารายได้หดหายลงไปเช่นเดียวกัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า แค่โครงการรถคันแรกเพียงโครงการเดียวแท้ๆ เล่นเอาป่วนไปทั้งบาง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร ปัญหาปากท้องของคนผ่อน ปัญหาปากท้องคนที่มีอาชีพเกี่ยวข้องที่ต้องซีดไปตามๆ กัน







