
3ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าศก.
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เดือนนี้ สศค.จะประกาศประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ จากข้อมูลพบว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ 4.1% เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปเริ่มฟื้นตัวได้ดี แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปีน่าจะยังชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวได้ถึง 6.5%
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เดือนนี้ สศค.จะประกาศประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ จากข้อมูลพบว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ 4.1% เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปเริ่มฟื้นตัวได้ดี แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปีน่าจะยังชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวได้ถึง 6.5%
ปัจจุบัน สศค.ประมาณการเศรษฐกิจไว้ที่ 4.5% ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจเมื่อเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ 3.8-4.2% จาก 4.2-5.2%
เอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยระยะสั้นยังมีความเสี่ยงจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ความผันผวนของตลาดการเงินและตลาดทุนของโลกจะส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออกอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับขึ้นสูง และมีความเสี่ยงทางการเมืองทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีเยอรมนี และปัญหาหนี้ชนเพดานของประเทศสหรัฐในเดือน ต.ค.นี้ จะทำให้เกิดความปั่นป่วนในสหรัฐอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยระยะสั้นก็มีแรงหนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป ในไตรมาส 2 เริ่มมีการฟื้นตัว จะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ดีขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังขยายตัวได้ดีจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้ ตัวเลขการว่างงานของไทยต่ำ อยู่ที่ 0.7% ของแรงงาน ฐานะการเงินของสถาบันการเงินและภาคเอกชนมั่นคง และฐานะการคลังของประเทศเอื้อต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ในระดับต่ำ 45% ของจีดีพีเท่านั้น
เอกนิติ กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากการออก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท หากผ่านการพิจารณาและศาลรัฐธรรมนูญได้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว เพราะการที่ภาครัฐลงทุนจะสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนลงทุนตาม และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
รองผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวผันผวนค่อนข้างมาก พิจารณาได้จากปี 2552 ขยายตัวติดลบ 2.3% พอมาปี 2553 ขยายตัวได้ 7.8% พอถึงปี 2554 ขยายตัวได้ 0.1% และปี 2555 กลับมาขยายตัวได้ 6.5% เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่สมดุล พึ่งการส่งออกมากเกินไปถึง 73% ของจีดีพี และการบริโภคภาคเอกชน 52% ขณะที่พึ่งพาการลงทุนภาคเอกชน 18% และการลงทุนภาครัฐเพียง 15% เท่านั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวนกระทบการส่งออก หรือการบริโภคภายในประเทศทรุดก็ทำให้เศรษฐกิจมีปัญหา
ขณะที่ วรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจจะซบเซา แต่ธนาคารยังไม่มีนโยบายปรับเป้าหมายสินเชื่อ โดยมั่นใจว่าปีนี้สินเชื่อจะขยายตัวราว 1.5 เท่าของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าปีนี้จะเติบโตได้ราว 5% หรือสินเชื่อขยายตัวไม่ต่ำกว่า 7.5%
วรภัค กล่าวว่า ในครึ่งปีแรกสินเชื่อของธนาคารเติบโตได้ค่อนข้างดี และเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะยังมีการเติบโตได้ดีต่อเนื่อง แต่ธนาคารจะใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการอนุมัติสินเชื่อ เพื่อไม่ให้เกิดหนี้เสีย เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมีความผันผวนค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันธนาคารยังคงเน้นการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับภาครัฐในสัดส่วน 10% เนื่องจากไม่มีความเสี่ยง
วรภัค ยอมรับว่า ผู้ประกอบการธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินบาทผันผวนนั้น รวมทั้งต้นทุนการผลิตสูงขึ้นนั้น แต่ธนาคารยังเชื่อว่า ผู้ประกอบการยังบริหารจัดการต้นทุนได้ดี และมีการป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว อีกทั้งไม่ได้มีหนี้สูงจนเกินไป เหมือนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนต่ำ เพียงแต่เศรษฐกิจที่จะชะลอลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ก็ควรมีความระมัดระวังมากขึ้นในการประกอบกิจการ
วรภัค กล่าวอีกว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ซบเซาเนื่องจากเป็นตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่สหรัฐและยุโรปยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งเศรษฐกิจจีนและอินเดียก็ซบเซา ซึ่งเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพิงการส่งออก 2 ใน 3
ถึงกระนั้น ธนาคารยังเชื่อว่า เศรษฐกิจของไทยยังเติบโตได้ เพราะจะมีการลงทุนของภาครัฐทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ถึงแม้โครงการอาจจะล่าช้ากว่ากำหนด ก็ยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนของต่างชาติที่มองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน







