
"ไทยรีประกันชีวิต"รอก.ล.ต.อนุมัติจดทะเบียน
บริษัทไทยรับประกันภัยต่อ เผย เตรียมเพิ่มทุน 10 ล้านหุ้นไทยรีประกันชีวิต เสนอขายประชาชนทั่วไป
บริษัทไทยรับประกันภัยต่อ เผย เตรียมเพิ่มทุน 10 ล้านหุ้นไทยรีประกันชีวิต เสนอขายประชาชนทั่วไป
นางฐิตาพร ธารากิจ รองผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทไทยรับประกันภัยต่อ เปิดเผยว่า บริษัทจะนำบริษัทย่อย คือ บริษัทไทยรีประกันชีวิต เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยจะเพิ่มทุน 10 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายให้กับประชาชน
นอกจากนี้ จะเสนอขายหุ้นเดิมของบริษัทไทยรีประกันชีวิต ที่บริษัทถืออยู่ 285 ล้านหุ้น ให้แก่บุคคลเฉพาะเจาะจงซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละรายถืออยู่จำนวนไม่เกิน 118 ล้านหุ้น ในอัตราส่วน 29.76 หุ้นสามัญเดิมของบริษัท ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของบริษัทไทยรีประกันชีวิต และ ประชาชนทั่วไปไม่น้อยกว่า 167 ล้านหุ้น รวมถึงหุ้นที่เหลือจากการจองซื้อของผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท
ทั้งนี้ ราคาเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทไทยรีประกันชีวิต ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท จะเป็นราคาเดียวกับราคาที่เสนอขายและจัดสรรต่อประชาชน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดออกมา
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับตลาดทุนไทยและเพิ่มช่องทางการลงทุนให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัจจุบัน คปภ.ได้เพิ่มมาตรการในการสร้างประสิทธิภาพให้กับธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกับกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยเฉพาะเรื่องของการส่งงบการเงินทุกไตรมาสให้คปภ.อย่างเป็นทางการภายใน 45 วัน ซึ่งมาตรฐานเดียวกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) การเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าวขึ้นมาเพื่อเป็นการปูทางให้กับธุรกิจประกันฯต่างๆ เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างสะดวกมากขึ้น
ทั้งนี้ หากธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตเดินหน้าเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เชื่อว่าตลาดทุนไทยจะมีศักยภาพมากขึ้นจากเดิม เนื่องจากธุรกิจประกันของไทยในปัจุบัน ถือว่ามีศักยภาพดี มีความแข็งแกร่งค่อนข้างมาก มีอัตราการเติบโตดีต่อเนื่อง โดยปีนี้อัตราการเติบโตทั้งปีอยู่ที่ 17% ขณะที่ช่วงปี 2557 อัตราการเติบโตดังกล่าวเพิ่มขึ้นแตะที่ 20% หรือเติบโตประมาณ 6% เมื่อเทียบกับอัตราการเจริญการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)







