
อาเซียนผนึกกำลังผุดกลไกจัดการภัยพิบัติ
สถานการณ์ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
สถานการณ์ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลก ภัยพิบัติบางประเภทไม่ได้เป็นเพียงปัญหาระดับชาติ แต่กลายเป็นปัญหา “ข้ามชาติ” ที่ส่งผลกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนหลายประเทศ ในอาเซียนเองจึงต้องเร่งสร้างความร่วมมือกันเพื่อเตรียมพร้อมจัดการภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้
พรรณภา ณ น่าน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักวิจัยและความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เล่าว่า ปัจจุบันอาเซียนมีปัญหาภัยพิบัติที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.อุทกภัย 2.แผ่นดินไหว และ 3.ดินโคลนถล่ม แต่ละปัญหายังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
อาเซียนจึงได้วางเป้าหมายหลักภายใต้ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (เอเอสซีซี) ในการสร้างรัฐที่พร้อมรับกับภัยพิบัติและประชาคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจัดตั้งคณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ (เอซีดีเอ็ม) เพื่อส่งเสริมความร่วมมืออย่างครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การป้องกัน การตอบโต้ การบรรเทาและการฟื้นฟู
เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ อาเซียนได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (AADMER) โดยมีกลไกสำคัญภายใต้ความตกลง 5 ส่วน ได้แก่ 1.มาตรฐานวิธีปฏิบัติสำหรับระบบเตรียมพร้อมและการประสานงานปฏิบัติการร่วมกันของอาเซียนเพื่อบรรเทาภัยพิบัติและตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (SASOP) คือคู่มือแม่แบบเพื่อริเริ่มการจัดตั้งระบบเตรียมพร้อม รวบรวมวิธีปฏิบัติ และวิธีอำนวยความสะดวกร่วมกัน หากเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติขึ้นจริง
2.ศูนย์ประสานงานการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน (AHA Centre) เป็นหน่วยงานกลางของอาเซียนเพื่อประสานเรียกร้องความช่วยเหลือจากประเทศหรือองค์กรนอกอาเซียน เช่น องค์การสหประชาชาติ และจัดทำรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติทั่วอาเซียนส่งไปยังหน่วยงานกลางด้านภัยพิบัติของแต่ละประเทศทุก 23 วัน ขณะเดียวกันทุกประเทศต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอัดฉีดทุกปี ปีละ 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือราว 1 ล้านบาท
“ศูนย์นี้เริ่มจัดตั้งปลายปี 2554 พอจัดตั้งเสร็จก็ได้ประเดิมเหตุการณ์มหาอุทกภัยของบ้านเราเลย”
3.AADMER Work Programme เป็นกรอบแผนงานดำเนินการระยะ 5 ปี ปัจจุบันใช้แผนปี 25532558 แบ่งยุทธศาสตร์ออกเป็น 4 ด้าน และมีผู้รับผิดชอบ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.การประเมินความเสี่ยง เตือนภัย และตรวจสอบ รับผิดชอบโดยอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ 2.การป้องกันและการบรรเทา พร้อมสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนลาวและไทย รับผิดชอบโดยไทย 3.การเตรียมความพร้อมและตอบโต้ รับผิดชอบโดยมาเลเซียและสิงคโปร์ และ 4.การฟื้นฟู รับผิดชอบโดยอินโดนีเซียและพม่า
4.การฝึกซ้อมแผนเผชิญภัยพิบัติฉุกเฉินในอาเซียน (ARDEX) คือ การหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพฝึกซ้อมรับมือและอำนวยความสะดวกหากเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติ และ 5.ทีมประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติของอาเซียน (ASEAN ERAT) คือ ทีมส่วนกลางเพื่อร่วมประเมินความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติและความต้องการของผู้ประสบภัย หากเกิดภัยพิบัติในประเทศสมาชิก ในปี 2554 ก็ได้เข้ามาประเมินสถานการณ์มหาอุทกภัยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้อาเซียนจะมีกลไกทั้ง 5 ส่วนแล้ว แต่การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น กระทรวงศึกษาธิการต้องปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยให้ตั้งแต่เด็กๆ ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็ควรหันมาทำซีเอสอาร์ด้านการป้องกันภัยพิบัติด้วย เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือภาคเอกชน







