
บีโอไอเผยต่างชาติยังลงทุนเพิ่ม
ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนเอฟดีไอไตรมาส 1 มูลค่าพุ่ง 137% จำนวน 184 โครงการ มูลค่า 4.43 หมื่นล้านบาท โดยญี่ปุ่นยังครองแชมป์อันดับ 1 การลงทุนในไทย
ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนเอฟดีไอไตรมาส 1 มูลค่าพุ่ง 137% จำนวน 184 โครงการ มูลค่า 4.43 หมื่นล้านบาท โดยญี่ปุ่นยังครองแชมป์อันดับ 1 การลงทุนในไทย
นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ)ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2553 (ม.ค.-มี.ค. 2553) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามายื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอจำนวน 184 โครงการ เพิ่มขึ้น 30.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวน 141 โครงการ ส่วนมูลค่าเงินลงทุนรวม 4.43 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 137% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 1.87 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ จำนวนโครงการจากต่างชาติที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนคิดเป็นสัดส่วน 59.2% ของจำนวนโครงการทั้งสิ้นที่ยื่นขอส่งเสริมทั้งหมด ที่มี 311 โครงการ ปริมาณเงินลงทุนคิดเป็นสัดส่วน 40.7% ของปริมาณเงินลงทุนทั้งสิ้นที่ยื่นขอส่งเสริม จำนวน 1.09 แสนล้านบาท
“ผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนเริ่มวางแผนการลงทุนเพิ่มเติมในระยะยาว โดยโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาเป็นการลงทุนในโครงการใหม่ 94 โครงการ มูลค่า 1.97 หมื่นล้านบาท และขยายการลงทุนจากเดิมที่เคยลงทุนในไทยอยู่แล้ว 90 โครงการ มูลค่า 2.46 หมื่นล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติที่เคยลงทุนอยู่แล้วในเมืองไทย รวมทั้งนักลงทุนรายใหม่ ยังคงเชื่อมั่นในเมืองไทย และเลือกให้ไทยเป็นแหล่งในการลงทุน” นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าว
สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามายื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยมากที่สุด ยังคงเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น มีโครงการที่ยื่นเข้ามา 66 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 2.15 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.5% ที่มีมูลค่า 8,785 ล้านบาท โดยโครงการขนาดใหญ่จากญี่ปุ่นที่ขอรับส่งเสริมเข้ามา ได้แก่ กิจการชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
รองลงมา ได้แก่ จีน ที่มีโครงการยื่นเข้ามารวม 8 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 6,447 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6,000 ล้านบาท โดยมีโครงการขนาดใหญ่ผลิตพลังงานไฟฟ้า ยื่นขอเข้ามา และอันดับสาม คือ สิงคโปร์ ที่มีโครงการ 21 โครงการ มูลค่า 6,147 ล้านบาท โดยมีโครงการขนาดใหญ่ในกิจการผลิตสิ่งปรุงแต่งจากอาหาร และโครงการร่วมทุนระหว่างไทย สิงคโปร์ในการผลิตเคมีภัณฑ์
ขณะที่ประเภทกิจการที่นักลงทุนต่างชาติยื่นขอส่งเสริมและมีปริมาณเงินลงทุนสูงสุด คือ กิจการผลิตภัณฑ์โลหะเครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง จำนวน 44 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1.44 หมื่นล้านบาท รองลงมา คือ กิจการบริการและสาธารณูปโภค 42 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.03 หมื่นล้านบาท







