
บ้านปูหวังกำไรโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่าตัว
บ้านปูตั้งเป้าเพิ่มกำไรจากโรงไฟฟ้าเท่าตัวเป็น 40% ในปี 2563 ทดแทนกำไรถ่านหินที่ไม่แน่นอน
บ้านปูตั้งเป้าเพิ่มกำไรจากโรงไฟฟ้าเท่าตัวเป็น 40% ในปี 2563 ทดแทนกำไรถ่านหินที่ไม่แน่นอน
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 20% ของกำไร เพิ่มขึ้นเป็น 40% ในปี 2558-2559 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของธุรกิจในช่วงเวลาดังกล่าวที่ราคาถ่านหินจะมีความผันผวนและลดลง
ทั้งนี้ กำไรที่เพิ่มขึ้นตามแผนที่วางไว้มาจากโครงการโรงไฟฟ้าที่เริ่มผลิตและจ่ายไฟในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 คือ โรงไฟฟ้าหงสาในลาว พร้อมทั้งยังมีแผนเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าทั้งที่ผลิตและจ่ายไฟ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ทันที และลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งจะเน้นลงทุนในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่มีแนวโน้มเติบโต
ทั้งนี้ แม้ธุรกิจโรงไฟฟ้าจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่น้อยกว่าธุรกิจถ่านหิน โดยมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) 1015% เทียบธุรกิจถ่านหินที่มีอาร์โออี 15% ขึ้นไป แต่มีข้อดีเพราะผันผวนน้อยกว่า และสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ และยังเป็นธุรกิจเดิมที่บริษัทมีความชำนาญ
ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการอยู่แล้ว คือ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ขนาด 1,800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในจีน 3 แห่ง ขนาดรวมกัน 400 เมกะวัตต์ ซึ่งเฉพาะโรงไฟฟ้าในจีน สามารถทำกำไรในปีนี้ได้ในระดับ 20 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป โดยกำไรนี้ส่วนหนึ่งได้มาจากต้นทุนราคาถ่านหินที่ลดลงด้วย
สำหรับธุรกิจถ่านหิน ประเมินว่าสถานการณ์ราคาปัจจุบันอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดแล้ว สะท้อนจากราคาถ่านหินในตลาดล่วงหน้าที่นิวคาสเซิล ราคาขายของปีหน้าอยู่ที่ระดับ 82 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากราคาขายปัจจุบันในช่วงไตรมาส 34 ที่ราคาอยู่ที่ 78-79 เหรียญสหรัฐต่อตัน จึงคาดว่าราคาเฉลี่ยในตลาดโลกปีหน้า จะสามารถยืนที่ระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อตันได้
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาขายถ่านหินของบริษัทในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐ ที่เป็นราคาเฉลี่ยของครึ่งปีแรก เพราะบริษัทขายล่วงหน้าไปแล้วเกือบทั้งหมด ดังนั้นราคาถ่านหินที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันจากปัญหาความขัดแย้งในซีเรีย จึงไม่ได้ส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัท
นายชนินท์ กล่าวว่า กรณีที่บริษัทแพ้คดีความศาลแพ่งชั้นต้นเรื่องสัมปทานโครงการโรงไฟฟ้าเหมืองถ่านหินในลาว และศาลมีคำสั่งให้บริษัทจ่ายค่าปรับ 3.1 หมื่นล้านบาท โดยผ่อนจ่าย 25 ปีนั้น ได้หารือกับที่ปรึกษากฎหมายและผู้สอบบัญชีแล้วว่า ไม่ต้องตั้งสำรองเพื่อนำเงินไปขยายกิจการ ทำให้กำไรเติบโตในอนาคต
ทั้งนี้ กรณีเลวร้ายที่สุดหากแพ้คดีในชั้นศาลฎีกาก็ทยอยจ่าย และสามารถจ่ายค่าเสียหายดังกล่าวได้ในอนาคต เนื่องจากมีกำไรสะสมที่จ่ายได้เพียงพอ โดยขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลอุทธรณ์







