
ทศวรรษ 5 เอสแอนด์พี 6 แบรนด์ลุยปักธงอาเซียน
เอส แอนด์ พี ธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรีแบรนด์ไทยที่กำลังก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 นับเป็นก้าวสำคัญในการเปิดตลาดอาเซียน
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
เอส แอนด์ พี ธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรีแบรนด์ไทยที่กำลังก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 นับเป็นก้าวสำคัญในการเปิดตลาดอาเซียน รวมถึงความท้าทายการสร้างขาธุรกิจร้านอาหารระดับบน เพื่อตั้งรับกับการที่เอส แอนด์ พี ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดหลัก แต่ตลาดกลับเริ่มอิ่มตัว
ประเวศวุฒิ ไรวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรี เอส แอนด์ พี เปิดเผยว่า ก้าวต่อไปของเอส แอนด์ พี ในการดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรีอีก 10 ปีข้างหน้านี้ ในฐานะที่แบรนด์ร้านอาหารและเบเกอรี่ไทย คือ การนำเอส แอนด์ พี ไปปักธงในตลาดอาเซียน
สำหรับในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เอส แอนด์ พี ได้ย่างก้าวเข้าไปเปิดตลาดต่างประเทศแล้ว 7 ประเทศ อาทิ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ จีน อังกฤษ สิงคโปร์ และในปีหน้านี้จะเริ่มเปิดตลาดในกัมพูชา พม่า ลาว เวียดนาม ซึ่งรูปแบบธุรกิจอาจจะเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นและการขายแฟรนไชส์ มากกว่าที่จะไปลงทุนเอง เพราะต้องหาพันธมิตรมีความรู้และความเข้าใจในด้านกฎหมาย
สิ่งที่ท้าทายสำหรับเอส แอนด์ พี ในการดำเนินธุรกิจขณะนี้ คือ เป้าหมายการขยายธุรกิจต่างประเทศเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 10% เป็น 50% ในปี 2566 โดยมองว่าแบรนด์ร้านอาหารและเบเกอรีของไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในตลาดอาเซียน เพราะมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและอาหารไทยก็ติดอันดับในตลาดโลก ขณะที่รายได้ในประเทศไทยจะเหลือ 50% จากปัจจุบัน 90%
“โอกาสที่เอส แอนด์ พี จะเติบโตในตลาดอาเซียนยังมีอีกมาก เพราะตลาดมีประชากรร่วม 600 ล้านคน ขณะเดียวกันเพื่อกระจายความเสี่ยงให้กับธุรกิจ เพราะการแข่งขันธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรีในไทยขณะนี้เผชิญกับความท้าทายจากการที่มีคู่แข่ง ร้านอาหารไทยแบรนด์ใหม่ๆ หรือกระทั่งร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นน” ประเวศวุฒิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เอส แอนด์ พี ถือว่าเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดไทยมานานร่วม 40 ปี กระทั่งมีสาขาทั้งหมด 450 สาขาในสิ้นปีนี้ ซึ่งตลาดในกรุงเทพฯ เริ่มอิ่มตัวแล้ว บริษัทจึงต้องเบนเข็มให้ความสำคัญกับการขยายสาขาต่างจังหวัดมากขึ้น จากเป้าหมายของเอส แอนด์ พี ที่ต้องขยายสาขาให้ได้ 50 สาขาใน 1 ปี หรือโดยเฉลี่ยขยายสัปดาห์ละ 1 สาขา หรือเป้าอีก 10 ปีข้างหน้าจะฉลองครบ 1,000 สาขา
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ของบริษัทในสถานการณ์ที่เอส แอนด์ พี ซึ่งเป็นเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดของบริษัทกำลังจะเริ่มอิ่มตัว คือ การแตกแบรนด์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องถึง 6 แบรนด์ ในปัจจุบัน และถูกวางตำแหน่งการตลาดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการเจาะตลาดระดับบน อาทิ ร้านภัทรา เป็นอาหารไทยระดับบน ร้านพาทิโอ เน้นอาหารนานาชาติระดับบน หรือกระทั่งร้านอาหารอุเมโนะฮานะ และการร่วมทุนกับฮาเกน ดาซส์
ประเวศวุฒิ กล่าวว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนคือการมุ่งเป้าหมายการมีร้านอาหารให้ครอบคลุมทุกระดับและนานาชนิด เพื่อรองรับกับโอกาสการกินอาหารของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอด ไม่มีใครอยากกินอาหารจำเจแบบเดียวตลอด
ขณะเดียวกันการก้าวไปสู่ตลาดอาเซียนหรือกระทั่งการขยายธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรี โรงงานผลิตอาหารถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด บริษัทจึงวางแผนสร้างโรงงานใหม่ขึ้นทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกใน 23 ปี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเท่าตัว หลังจากก่อนหน้านี้มีโรงงาน 2 แห่ง อยู่ที่ภาคเหนือและภาคใต้
นอกจากนี้ ในส่วนโรงงานกรุงเทพฯ จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก จากการมีโรงงาน 3 แห่ง เพื่อรองรับกับแผนการก้าวสู่ปีที่ 50 ของเอส แอนด์ เอส ที่ขยายอาณาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตเป็นขนาด 2 เท่าจากปัจจุบัน
บนเส้นทางเดินของการทำธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรี คงต้องรอดูว่า เอส แอนด์ พี จะไปปักธงในตลาดอาเซียนได้หรือไม่ในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ รวมถึงการขยายอาณาจักรอีก 6 แบรนด์ ส่วนในประเทศได้วางเป้าหมายมีรายได้เติบโต 15% ทุกปี จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 6,000 ล้านบาท และวาดฝันสร้างร้านอาหารอุเมโนะฮานะเป็นขาธุรกิจที่แข็งแกร่ง เรียกว่าเป็นการแตกกิ่งก้านธุรกิจอาหารแบบไม่รู้จบเลยทีเดียว







