
"จิมสกรุ๊ป" บุกอิเหนาจิ๊กซอว์ใหญ่ตลาดอาเซียน
สินค้าไทยขึ้นชื่อเรื่อง “คุณภาพ” ที่ถูกอกถูกใจเพื่อนบ้านอาเซียน รวมถึงสินค้าอาหารที่มีโอกาสมหาศาล
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
สินค้าไทยขึ้นชื่อเรื่อง “คุณภาพ” ที่ถูกอกถูกใจเพื่อนบ้านอาเซียน รวมถึงสินค้าอาหารที่มีโอกาสมหาศาล โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียมที่มีอัตราการเติบโตสูง
“จิมสกรุ๊ป” ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ในเครือบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ เป็นอีกบริษัทที่กำลังสยายปีกในอาเซียน ล่าสุด ขยับเข้าไปยังตลาดอินโดนีเซีย โดยเน้นขายสินค้าพรีเมียมในซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งกาแฟปรุงสำเร็จในถ้วยกระดาษ และซุปกึ่งสำเร็จรูป
ปกรณ์พรรณ เผือกสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท จิมสกรุ๊ป เล่าว่า ที่ผ่านมา บริษัทเน้นขายในประเทศ เพิ่งบุกตลาดส่งออกเมื่อ 45 ปีก่อน และมีแนวโน้มเติบโตขึ้น โดยในปี 2555 ยอดส่งออกมีสัดส่วน 15% ของยอดขายทั้งหมด มีมูลค่าร่วม 100 ล้านบาท บริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกเป็น 30% ภายใน 3 ปี แต่คาดว่าปีหน้าก็น่าจะได้ตามเป้าแล้ว
โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่ปัจจุบันจิมสกรุ๊ปมีธุรกิจในพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม และกำลังเพิ่มน้ำหนักในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งมีโอกาสมหาศาล เพราะแดนอิเหนามีประชากรเกือบ 260 ล้านคน ประกอบกับคนอินโดนีเซียมองสินค้าไทยอยู่ในระดับพรีเมียม ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังหาตัวแทนจำหน่ายเพิ่มจากที่มีอยู่แล้วเพราะมีสินค้าหลากหลาย
บริษัทเข้ามาสำรวจตลาดอิเหนาหลายครั้ง พบว่าสินค้ากาแฟปรุงสำเร็จในแก้วกระดาษและซุปกึ่งสำเร็จรูปมีโอกาสในตลาดนี้ โดยเฉพาะซุปมีแนวโน้มขายได้ง่ายกว่า เพราะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และคนมีเงินก็ให้ความสำคัญกับอาหารประเภทนี้มากขึ้น ส่วนตลาดกาแฟปรุงสำเร็จนั้น ผู้บริโภคไทยและอินโดนีเซียชอบกาแฟรสชาติต่างกัน คนอินโดนีเซียชอบกาแฟใส่นม ไม่ค่อยชอบกาแฟดำ และไม่ชอบกาแฟขมมาก ลูกค้าตลาดบนชอบหวานไม่มาก แต่ระดับล่างชอบหวานๆ รวมทั้งคนอินโดฯ ชอบดื่มกาแฟวันละหลายๆ แก้ว
ในอนาคตหากมีโอกาสที่จะร่วมทุนตั้งโรงงานก็อาจช่วยลดต้นทุนจากปัจจุบัน เพราะการนำสินค้าอาหารเข้ามาขายในตลาดอินโดนีเซียมีต้นทุนสูง แต่ต้องทำการบ้านอย่างหนักและศึกษาหุ้นส่วนท้องถิ่นให้รอบคอบ
แม้ตลาดอินโดนีเซียจะมีขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ง่าย อุปสรรคหลักๆ คือ ข้อกำหนดต่างๆ อย่างมาตรฐานฮาลาล ที่ต้องขอรับรองจากหน่วยงานของอินโดนีเซีย แม้จะผ่านมาตรฐานจากหน่วยงานไทยแล้วก็ตาม รวมถึงต้องขอเลขจดทะเบียนการขายจากหน่วยงานอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) ซึ่งใช้เวลาร่วม 6 เดือน อีกทั้งต้องมีฉลากภาษาอินโดนีเซียด้วย
อีกปัญหา คือ สินค้าเลียนแบบ อย่างกาแฟปรุงสำเร็จในถ้วยกระดาษที่คู่แข่งขายถูกกว่า 20% ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายในซูเปอร์มาร์เก็ตบางสาขา แต่บริษัทก็พยายามแก้ปัญหา เช่น การติดป้ายโฆษณาบนชั้นจำหน่ายให้รู้ว่าเป็นสินค้าไทย
สำหรับเอสเอ็มอีที่อยากส่งออกไปตลาดอาเซียน ต้องเตรียมตัวให้ดี โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายและภาษา
เมื่อมองตลาดอาเซียนโดยรวม พม่ามีโอกาสมาก เพราะคนจนกำลังจะมีเงินมากขึ้น บวกกับมีความคลั่งไคล้และเชื่อมั่นสินค้าไทยสูงมาก ขณะที่โรงงานอาหารในพม่ายังน้อยมาก และคนพม่าซื่อสัตย์แต่ทำงานช้า
บริษัทจึงเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตเครื่องปรุงในย่างกุ้งตั้งแต่ 3 ปีก่อน แต่เพิ่งเริ่มผลิตได้ในปีนี้ เพราะมองเห็นโอกาสจากการที่สินค้าอุปโภคบริโภคในพม่ามาจากไทยกว่า 50% นอกจากนี้ ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ก็มีโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในพม่าอยู่แล้ว แต่ปัญหาในพม่า คือ เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้าดับบ่อยมาก ยิ่งเมื่อมีนักลงทุนเข้าไปมากขึ้น ก็เกิดปัญหาบ่อยขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องมีเครื่องปั่นไฟไว้ใช้เอง
ส่วนลาวประชากรน้อย และใกล้ชิดกับเวียดนามมากกว่า เช่นเดียวกับกัมพูชา จึงใช้วิธีขายสินค้าให้พ่อค้าท้องถิ่นนำไปกระจายต่อ เช่น เครื่องปรุง แป้งชุบทอด
ขณะที่ตลาดเวียดนามจะส่งเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร แต่ตลาดกาแฟในเวียดนามค่อนข้างยาก เพราะเวียดนามปลูกกาแฟมาก ทำให้ราคาถูก ประกอบกับนิยมดื่มแบบดริป ไม่ชอบกาแฟสำเร็จรูป รวมถึงตลาดเวียดนามรับมือยาก ทั้งเรื่องสินค้าเลียนแบบ และหาหุ้นส่วนในท้องถิ่นที่ไว้ใจได้ค่อนข้างยาก
เร็วๆ นี้ บริษัทมีแผนจะส่งออกกาแฟพร้อมดื่มไปขายในตลาดฟิลิปปินส์ แต่จะเน้นกาแฟกล่อง เพราะคนฟิลิปปินส์ยังไม่มีกำลังซื้อแบบถ้วยที่ราคาแพงกว่า แต่บริษัทไม่ไปมาเลเซียและสิงคโปร์ เพราะตลาดสิงคโปร์เล็ก และอัตราการเกิดต่ำ ส่วนมาเลเซียมองไทยเป็นคู่แข่ง ไม่ใช่คู่ค้า







