
เอสเอ็มอีสายพันธุ์ใหม่พลิกแนวคิด คลิกธุรกิจที่ใช่ (จบ)
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ได้นำเสนอแนวคิดการทำธุรกิจ ใน “โครงการ KSME” มีตังค์เยอะ ครบทั้ง 9 ราย จากผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีทั้ง 3 กลุ่ม คือ แฟชั่นเครื่องแต่งกาย อาหาร และบริการ ซึ่งเจ้าของกิจการล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ อายุเฉลี่ย 24-32 ปี ต่างมีบุคลิกหลักๆ ของการเป็นเถ้าแก่ในยุคดิจิตอล คือ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และลงมือทำทันที และที่สำคัญคือ มีความคล่องแคล่ว คุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์ไอทีมาช่วยในการทำงาน
สำหรับกลุ่มธุรกิจแฟชั่นเครื่องแต่งกายทั้ง 3 แบรนด์ อย่าง Daisy belle เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง เน้นจุดเด่นด้านออกแบบสีหวาน และเสริมสรีระผู้ใส่ แบรนด์ Pretty Queen Shop ร้านค้าออนไลน์ มีสินค้า 3 ประเภท คือ อาหารเสริม ครีมบำรุงผิว เสื้อผ้าและชุดว่ายน้ำ และเสื้อผ้าเด็ก แบรนด์ Mini tiger ที่ออกแบบเอง เพื่อส่งขายต่างประเทศ ซึ่งลักษณะเด่นของธุรกิจแต่ละรายต่างชูจุดขายด้านความแตกต่างภายใต้การสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อทำตลาดเป็นหลัก
ปัจจุบันตลาดแฟชั่นเครื่องแต่งกายในบ้านเราแข่งขันสูง ทั้งระหว่างผู้ประกอบการภายในประเทศ และเริ่มถูกท้าทายจากการเข้ามาของแฟชั่นแบรนด์เนมจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโอกาสจากการเข้าสู่ตลาดอาเซียน ที่เป็นทั้งปัจจัยบวกและลบสำหรับเจ้าของสินค้าแฟชั่นเครื่องแต่งกายแบรนด์ไทย เช่นเดียวกับที่แฟชั่นค้าส่งของไทยเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาสินค้าแฟชั่นจากจีนเข้ามาตีตลาด ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า
ดังนั้น การปรับตัวในกลุ่มแฟชั่นเครื่องแต่งกายของไทยสำหรับเอสเอ็มอี จำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าผ่านการสร้างแบรนด์ไปพร้อมกับคุณภาพในการผลิตที่ต่างชาติให้การยอมรับเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหารทั้ง 3 แบรนด์ อย่าง Mr.Mushroom ขุดปลูกเห็ดสำเร็จรูป ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์เกาหลี Grillzilla BBQ Buffet และร้านซาลาเปา ภายใต้แบรนด์ ซาลาเปามายด์มิ้นท์ ที่ต่างเริ่มธุรกิจของตัวเองจากแรงบันดาลใจในความชอบรับประทานและสนใจเสาะหาสูตรอาหารเฉพาะตัว ที่ต่างใช้ทุนประเดิมในการทำธุรกิจไม่มากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกแบรนด์ต่างพุ่งความสำคัญไปยังเทรนด์เพื่อสุขภาพ เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้
สุดท้าย ธุรกิจบริการ ประกอบด้วย Ton Hug Guest House ธุรกิตเกสต์เฮาส์ ใน จ.เชียงใหม่ ราคาประหยัด และยังเป็นร้านไอศกรีม คาเฟ่ ในตัวอีกด้วย ธุรกิจบริการรถพ่วงข้างสำหรับมอเตอร์ไซค์ หรือ ไซด์ คาร์ (Side car) แบรนด์ Redesign ที่สร้างความต่างด้วยการใช้วัสดุรีไซเคิลจากถังน้ำมันมาเพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าใหม่ และธุรกิจบริการปะซ่อมเสื้อผ้า แบรนด์ Mama’Fix ที่ต่อยอดธุรกิจจากกิจการรับแก้ไขเสื้อผ้าของแม่
ขณะที่เจ้าของธุรกิจบริการซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ในกลุ่มธุรกิจบริการ ก็เห็นโอกาสทางการตลาดเดียวกัน คือ การเพิ่มมูลค่าให้กับของเดิมที่มีอยู่ ผ่านการสร้างแบรนด์ที่เป็นกิจการของตัวเองเช่นกัน
พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เอสเอ็มอีไทย มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาครัฐและหลายต่อหลายหน่วยงานต้องการผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีให้เติบโตก้าวหน้านั้น เป็นเพราะวิสาหกิจเล็กๆ เหล่านี้ใช้เงินลงทุนจำนวนไม่มาก มีความเหมาะสมและคล่องตัวที่จะปรับสภาพให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ของประเทศ
แนวโน้มในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความต้องการอยากมี “ธุรกิจอิสระ” เป็นของตนเองในหมู่คนรุ่นใหม่ รวมถึงพนักงานประจำ มีมากขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการมีกิจการเล็กๆ ของตัวเอง เป็นรูปแบบวิถีชีวิตและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป มีคนนับแสนนับล้านที่เสพติดการเดินทางท่องเที่ยว ชอบทดลองของใหม่ และชอบใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านตั้งแต่เช้ายันค่ำ ทำให้ปริมาณร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านอาหาร ตลอดจนกิจการร้านค้าขนาดเล็กต่างๆ เพิ่มขึ้นตามมาเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจ พบว่า ความฝันของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่การได้เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ ชื่อเสียงโด่งดัง มีสัดส่วน 70% ระบุว่าต้องการเป็น “ผู้ประกอบการพันธุ์เล็ก” และพร้อมจะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับการลงทุนเพื่อธุรกิจในฝันทันทีที่มีเงินทุน
ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้ประกอบการรายใหม่ (Startup) พบว่า มีเพียง 50% ของผู้ประกอบการมือใหม่ที่สามารถอยู่รอดได้เกิน 3 ปี เพราะกลุ่มคนที่เปิดธุรกิจเริ่มต้นเหล่านี้ขาดประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในการทำธุรกิจ การบริหารจัดการการเงิน และติดปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นต้น
ธนาคารกสิกรไทย เห็นความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการเริ่มต้นทำธุรกิจของคนกลุ่มนี้ ส่วนหนึ่งยังเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์ KSME ธนาคารกสิกรไทยไปพร้อมกันด้วย โดยปัจจุบันฐานลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารมีอยู่ที่ประมาณ 652,427 ราย พร้อมวางเป้ายอดสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอีในปี 2556 อยู่ที่ 528,420 ล้านบาท







