
สหรัฐถล่มซีเรีย
ช่วงนี้มีแต่ข่าวของแพง แต่กระทรวงพาณิชย์บอกไม่แพง สัปดาห์นี้ผมจึงขอเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์นอกประเทศบ้าง
ช่วงนี้มีแต่ข่าวของแพง แต่กระทรวงพาณิชย์บอกไม่แพง สัปดาห์นี้ผมจึงขอเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์นอกประเทศบ้าง
ข่าวปรับลดตัวเลขส่งออกและเศรษฐกิจไทย ข่าวม็อบยาง ประเด็นข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจและจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จะเกี่ยวกับเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการวิเทศน์สัมพันธ์ของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ได้ผ่านมติแบบเฉียดฉิวในการรับหลักการร่างกฎหมายอนุมัติให้สหรัฐอเมริกาใช้ปฏิบัติการทางทหารกับประเทศซีเรีย แต่มีข้อจำกัดห้ามใช้กำลังพลภาคพื้นดิน
นัยของร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อปราบกองกำลังสนับสนุนประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด ซึ่งมีข้อมูลว่าใช้อาวุธเคมีในการปราบปรามกลุ่มต่อต้านและประชาชน โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,400 ศพ ซึ่งกฎหมายของสหรัฐกำหนดเกี่ยวกับร่างกฎหมาย “War Authorization”ให้ประกาศหรือทำสงครามกับประเทศใด จะต้องนำร่างกฎหมายดังกล่าวให้วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ โดยเป็นการประชุมแบบเต็มคณะ
พลันที่คณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์สหรัฐ รับร่างกฎหมาย สกุลเงินของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการปรับตัวอ่อนค่า โดยเงินบาทไทยมีการอ่อนค่าอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในช่วงปลายสัปดาห์กลับอ่อนค่าไปอยู่ที่ระดับ 32.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 0.25 แต่ที่ร่วงหนักจะเป็นเงินรูเปียห์ของประเทศอินโดนีเซีย ร่วงลงไปถึงร้อยละ 1.26 โอกาสแนวโน้มเงินบาทจะมีการอ่อนค่าลงไปได้มากกว่านี้ แต่อาจจะเป็นช่วงระยะสั้นๆ ขึ้นอยู่กับความกังวลของตลาดต่อปฏิกิริยาการอนุมัติหรือไม่อนุมัติร่างกฎหมายของสหรัฐ ในการใช้กองกำลังปฏิบัติการในซีเรีย
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทั้งที่นิวยอร์กและดูไบก็ขานรับ ซึ่งมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 108.5-109.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 0.826 สำหรับน้ำมันดิบสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วกำมะถันต่ำ ก็ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 0.68 ไปที่ระดับ 125.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันคงเคลื่อนไหวปรับตัวสูงขึ้น เพราะตลาดยังกังวลทิศทางของเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังมีความเปราะบางจากการฟื้นตัว
หากรัฐสภาเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ถึงแม้จะจำกัดไม่ให้มีการใช้กองกำลังภาคพื้นดิน แต่การใช้กองกำลังทางอากาศเข้าปฏิบัติการในซีเรีย อาจส่งผลลุกลามเป็นสงครามยืดเยื้อ เพราะประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ประกาศแล้วว่าจะสู้ไม่ถอย และกำลังระดมพล และกลุ่มพันธมิตรเพื่อเตรียมรับมือกับสหรัฐ
นอกจากนั้น ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่รู้ว่าอยู่ฝ่ายใด เพราะซีเรียเป็นลูกค้ารายใหญ่ในการซื้ออาวุธ ทั้งนี้ หากสงครามถล่มซีเรียเกิดขึ้นจริง สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ชัดเจนคือระดับราคาน้ำมันจะสูงขึ้นแน่นอน เพราะสงครามเกิดขึ้นในแหล่งผลิตน้ำมันของโลก อีกทั้งหลายประเทศในกลุ่มอาหรับล้วนมีปัญหาวิกฤตการเมืองที่เรียกว่า “อาหรับสปริง” ซึ่งอาจทำให้สงครามไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศซีเรียก็มีความเป็นไปได้สูง
ผลกระทบต่อประเทศไทยจะเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน ซึ่งจะมีราคานำเข้าที่สูงเมื่อบวกกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่อ่อนค่าก็จะทำให้ระดับราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ซึ่งไปกระทบต่อระดับราคาสินค้า แน่นอนว่าก็จะมีผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมีอาการไม่ดีอยู่แล้วจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งวิกฤตสงครามซีเรียจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าซึ่งยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การส่งออกของไทยอาจยิ่งชะลอตัวต่ำกว่าเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ที่ปรับใหม่ ร้อยละ 2.68 ซึ่งในวันนี้ช่วงเย็นหรือหัวค่ำรัฐสภาสหรัฐจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติร่างกฎหมายให้ใช้กองกำลังทหารปฏิบัติการในประเทศซีเรีย เพราะมีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและของโลก
เอาเป็นว่า เรื่องนี้ต้องลุ้นและติดตามกันต่อไป







