
ยกองค์กรสู่ 4 เทรนด์ไอทีดันประสิทธิภาพ-นวัตกรรม
องค์กรไหนๆ ก็ต้องใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยเหลือ จะองค์กรใหญ่กลางเล็กเอสเอ็มอี การมีโครงสร้างพื้นฐาน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชัน ช่วยให้การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อประสิทธิภาพในการทำธุรกิจและแข่งขันในตลาด แต่เมื่อเวลาเริ่มเปลี่ยน การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลสมัยใหม่ การเกิดขึ้นของบริการ 3จี4จี การได้รับความนิยมของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบไอทีขึ้น
องค์กรไหนๆ ก็ต้องใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยเหลือ จะองค์กรใหญ่กลางเล็กเอสเอ็มอี การมีโครงสร้างพื้นฐาน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชัน ช่วยให้การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อประสิทธิภาพในการทำธุรกิจและแข่งขันในตลาด แต่เมื่อเวลาเริ่มเปลี่ยน การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลสมัยใหม่ การเกิดขึ้นของบริการ 3จี4จี การได้รับความนิยมของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบไอทีขึ้น
มีการหลอมรวมของความเป็นส่วนตัวและความเป็นองค์กร จะเริ่มเห็นได้จากองค์กรธุรกิจจำนวนไม่น้อยให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวเข้ามาใช้ในงานได้ หรือเรียกว่าบีวายโอดี เพียงแต่ต้องมีระบบมารองรับ ต้องรักษาความปลอดภัยได้ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ให้กับองค์กร ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่จำเป็น
คำถามต่อมาคือ นอกจากแนวทางการทำบีวายโอดีแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้างที่องค์กรสมัยใหม่ต้องยกระดับเพื่อปรับปรุงไปสู่การใช้ไอทียุคใหม่
ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิวเลตต์แพคการ์ด (ประเทศไทย) หรือเอชพี ได้ชี้ให้เห็น 4 แนวโน้มของไอทียุคใหม่อย่างชัดเจน ประกอบด้วย 1.โมบิลิตี้ นั่นคือ องค์กรสมัยใหม่ต้องไม่ยึดติดกับสถานที่ แต่มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ซึ่งการใช้อุปกรณ์ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ที่มีการเชื่อมต่อโครงข่าย 3จี-4จี มาช่วยให้พนักงานทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น สามารถเข้าถึงข้อมูลขององค์กร ติดต่อลูกค้าได้ตลอดเวลา นั่นทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.การเชื่อมต่อกับระบบโซเชียล ต้องคำนึงถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันถือว่ามีอิทธิพลมาก มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ติดตามข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ผ่านทางโซเชียล รวมถึงมีการแสดงออกทางความคิดเห็น ความรู้สึกผ่านทางโซเชียลด้วย นอกจากนี้องค์กรยังสามารถสร้างระบบโซเชียลภายในเพื่อช่วยเสริมการทำงานมากขึ้นได้ด้วย
แนวโน้มที่ 3.บิ๊กดาต้า ด้วยการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ การใช้งานโซเชียล มีการคาดการณ์ว่าอนาคตอันใกล้ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊กดาต้าจะขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ และ 90% ของข้อมูลทั้งหมด เป็นข้อมูลที่ไม่มีการจัดระเบียบ หรือที่เรียกว่า Unstructured Data ซึ่งหากขาดการบริหารจัดการที่ดีจะกลายเป็นอุปสรรคในการทำงาน และกลายเป็นภาระขององค์กรในที่สุด ดังนั้นการมีระบบซอฟต์แวร์มาบริหารจัดการข้อมูล มีการตรวจสอบข้อมูลขนาดใหญ่ มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดขึ้นจะช่วยองค์กรต่างๆ ได้มาก
ส่วนสุดท้าย 4.การใช้คลาวด์คอมพิวติง มีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพงาน ซึ่งในประเทศไทย การใช้ไพรเวทคลาวด์ หรือคลาวด์ภายในองค์กรได้รับความนิยมมาก องค์กรขนาดใหญ่ โทรคมนาคม ธนาคาร การศึกษา และธุรกิจพลังงาน ต่างใช้ไพรเวทคลาวด์กันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ไฮบริดคลาวด์ และพับลิคคลาวด์ยังอยู่ระหว่างการเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งระบบคลาวด์ ช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่ายด้านไอทีอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้จ่ายตามที่ใช้งานจริง ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ หากลดการใช้งานก็ลดการใช้จ่ายลงด้วย
ธนวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ด้วย 4 แนวโน้มดังกล่าว เอชพี ได้ปรับโครงสร้างภายในเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้ม โดยมี 4 ธุรกิจหลักที่จะมุ่งทำตลาดได้ตรงกับความต้องการ ซึ่งเอชพีถือเป็นผู้ให้บริการไอทีรายเดียวที่มีบริการครบวงจรทั้งหมด องค์กรต่างๆ สามารถมาที่เอชพีที่เดียวได้ไปครบทุกอย่าง เริ่มจากระบบคลาวด์ ที่นอกจากจะเน้นไพรเวทคลาวด์ และไฮบริดคลาวด์แล้ว เอชพียังร่วมมือกับพันธมิตรในการนำเสนอบริการให้กับองค์กรขนาดเล็กและเอสเอ็มอีได้มากขึ้น และปิดท้ายด้วยการนำเสนอบริการคลาวด์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งประเทศไทยกำลังส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน
การขึ้นของบิ๊กดาต้า เอชพีได้เตรียมซอฟต์แวร์และโซลูชั่นการจัดการและการวิเคราะห์ ปัจจุบันมีบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในไทยเป็นลูกค้าอยู่ สามารถประมวลผลข้อมูลจากเดิมที่ใช้เวลา 23 วันให้เหลือ 23 ชั่วโมงได้ ทำให้บริษัทค้าปลีก สามารถบริหารสินค้าคงคลังและเข้าถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ดีขึ้น และมีแผนเจาะตลาดสายการบิน โทรคมนาคม และ ธนาคารเพิ่มเติม บริการด้านโมบิลิตี้ นอกจากการทำงานของระบบในอุปกรณ์แล้ว ยังส่งเสริมเรื่องของ เวอร์ช่วล เดสก์ท็อป อินฟาสตรักเจอร์ นั่นคือทำให้เสมือนว่ามีคอมพิวเตอร์ในทุกที่ เพื่อให้ทำงานได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับการเกิดน้ำท่วม ต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลและทำงานได้
ปิดท้ายด้วยงานด้านความปลอดภัย เมื่อมีการใช้งานทุกส่วนดังที่กล่าวมา ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่องค์กรกังวล ดังนั้นเอชพีจึงจัดการให้โดยมีการรวบรวมและป้องกันผ่านศูนย์ความปลอดภัย 8 แห่งทั่วโลกช่วยในการรายงานและป้องกันถึงกันหมด
สำหรับองค์กรที่มีการปรับตัวอย่างดี การทำงานขององค์กรจะเรียบง่ายไม่ซับซ้อนด้วยระบบไอทีแบบเดิมๆ ทำให้มีเวลาสร้างสรรค์ผลงานทางการตลาดใหม่ๆ ได้ตรงความต้องการผู้บริโภค เพิ่มประสิทธิภาพแข่งขัน ซึ่งนั่นมาจากการทำงานที่คล่องตัวของพนักงาน การประสานงานกันเป็นอย่างดี และค่าใช้จ่ายที่ลดลงควบคุมได้มีการจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากระบบและการทำงาน ปิดท้ายด้วย ค่าใช้จ่ายที่ลดลง สามารถควบคุมได้ตามการใช้งานจริง
ถึงจุดนี้ต้องพิจารณาภายในองค์กรแล้วว่า มีการยกระดับเพื่อปรับเข้าสู่ความเป็นไอทีสมัยใหม่ไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว อย่างน้อยที่สุดต้องดำเนินการก่อนการเปิดเออีซีเพื่อเพิ่มความสามารถให้กับองค์กรไทยรับการแข่งขัน







