posttoday
ทางด่วนกรุงเทพผิดแผน

ทางด่วนกรุงเทพผิดแผน

26 เมษายน 2553

ปีนี้ยังเป็นปีที่ดีของ BECL อีก 1 ปี จากประมาณการรายได้ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายบริหาร และรายจ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง

ปีนี้ยังเป็นปีที่ดีของ BECL อีก 1 ปี จากประมาณการรายได้ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายบริหาร และรายจ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง

โดย...เจียรนัย อุตะมะ [email protected]

บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) ภายใต้การบริหารงานของ “พเยาว์ มริตตนะพร” กรรมการผู้จัดการ เดิมประมาณการสถานการณ์ปริมาณการจราจรบนทางด่วนที่บริษัทก่อสร้างและบริหารไว้ว่า ปีนี้จะเป็นปีปกติของผลการดำเนินงานที่ไม่มีการปรับค่าผ่านทางขึ้น และรับผลดีจากศูนย์ราชการย้ายมาที่แจ้งวัฒนะตั้งแต่ปลายปี 2552 มาเต็มปี จึงประมาณการไว้ตั้งแต่ปลายปี 2552 ว่า ปีนี้รายได้ของบริษัทจะเติบโต 2-2.5% จาก|ปี 2552 ที่มีรายได้รวม 7,760 ล้านบาท

2 เดือนแรกผ่านไปปรากฏว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะปริมาณการใช้ทางด่วนเติบโตเฉลี่ยถึงประมาณ 5% สร้างความยินดีปรีดาให้บริษัทเป็นอย่างมาก

แต่เมื่อล่วงเข้ากลางเดือน มี.ค. สถานการณ์กลับพลิกผัน เกิดการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่งผลให้ปริมาณการใช้ทางด่วนปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เหลือเฉลี่ย 9.7 แสนคันต่อวัน และถ้านับตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ถึงเดือน เม.ย. เรียกได้ว่าส่งผลให้รายได้บริษัทหายไปวันละ 1 ล้านบาท ปริมาณจราจรเฉลี่ยเดือน เม.ย. อยู่ที่เพียง 9.5 แสนคันต่อวัน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าไตรมาสแรกรายได้ของบริษัทคงเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะ 2 เดือนแรกช่วยไว้ แต่ไตรมาสถัดไปถ้าการชุมนุมยังยืดเยื้อ ก็ไม่แน่ใจว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่

รายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ 180 ล้านบาท ถ้าคิดว่าการชุมนุมยืดเยื้อนานถึง 6 เดือน รายได้เพิ่มคงสูญไปทั้งหมด

แต่ “พเยาว์” ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีว่า การชุมนุมคงไม่ยืดเยื้อเกิน 6 เดือนอย่างแน่นอน จึงเชื่อว่ารายได้ของบริษัทปีนี้ยังจะเติบโตประมาณ 2%

แม้ว่าสถานการณ์การเมืองช่วงนี้จะรุนแรงและเรื้อรังกว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่เกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร จนถึงขั้นเกิดการรัฐประหารและมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาล

การชุมนุมครั้งนี้เกิดการปะทะกันหลายครั้ง ครั้งแรกวันที่ 10 เม.ย. และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. การปะทะแต่ละครั้งมีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นประชาชนมากกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่รัฐบาลก็ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้ และไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น

รายได้ที่ลดลงนั้นเกิดจากปริมาณการใช้ทางด่วนที่ลดลงในทางด่วนเอและบี ในเขตเมือง ด่านดินแดง ด่านยมราช และส่วนต่อขยายซีและดี เขตนักท่องเที่ยว

“เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่ยืดเยื้อ เมื่อมีเกิดขึ้นก็ต้องจบลง และเดือน เม.ย. เป็นเดือนที่คนใช้ทางด่วนน้อยอยู่แล้ว เพราะเป็นวันหยุดเทศกาลและปิดเทอม โดยคนจะใช้ทางด่วนเพิ่มเดือน พ.ค. ที่เป็นช่วงเปิดเทอม”

“พเยาว์” ประมาณการว่าปีนี้ปริมาณจราจรบนทางด่วนในวันธรรมดาจะยังคงแตะ 1 ล้านคันต่อวันต่อเนื่องจากปลายปีก่อน โดยเมื่อวันที่ 23 เม.ย. อยู่ที่ 1.1 ล้านคันต่อวัน ยังได้รับผลดีจากการมีศูนย์ราชการใหม่ที่แจ้งวัฒนะ ทำให้มีรถใช้ทางด่วนสายซีมากขึ้น ที่ทำให้คาดว่ามีการใช้ปริมาณจราจรบนทางด่วน 8 หมื่นคันต่อวัน

ขณะที่เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา BECL ได้ออกหุ้นกู้ 3,500 ล้านบาท เพื่อไปรีไฟแนนซ์หนี้เงินกู้เดิมที่ทำให้ประหยัดดอกเบี้ยได้ 40 ล้านบาท เท่ากับค่าปรับรีไฟแนนซ์

“พเยาว์” เชื่อว่าปีนี้ยังเป็นปีที่ดีของ BECL อีก 1 ปี จากประมาณการรายได้ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายบริหาร และรายจ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง

สำหรับปี 2554 บริษัทคาดว่ารายได้จะลดลงตามส่วนแบ่งค่าผ่านทางที่ลดลงจาก 50% เหลือ 40% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ซึ่งเป็นไปตามสัญญาสัมปทานที่ทำไว้ตั้งแต่แรกกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ทางด่วนเอและบี ที่คิดเป็นรายได้ 66% ของรายได้ทางด่วนทั้งหมดจะถูกปรับลดส่วนแบ่งลง

เรียกได้ว่ากระทบกันโดยถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นหมวดขนส่งทางไหน....ทั้งทางอากาศ บนดิน ใต้ดิน หรือรถไฟฟ้า...ถ้าการเมืองไม่สงบ...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท