
ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีฟุบ
กำลังซื้อวูบสวนทางค่าครองชีพพุ่ง คาดการณ์3เดือนข้างหน้าไร้แววฟื้น
กำลังซื้อวูบสวนทางค่าครองชีพพุ่ง คาดการณ์3เดือนข้างหน้าไร้แววฟื้น
สสว.เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีเดือน ก.ค.ลดอีก กังวลเศรษฐกิจชะลอ
นายชาวันย์ สวัสดิ์ชูโต รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ (เอสเอ็มอี) ประจำเดือน ก.ค. เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของเอสเอ็มอีลดลงอยู่ที่ 43.3 จากระดับ 46.8 ในเดือน มิ.ย. หรือลดลง 3.5 เพราะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อและการบริโภคชะลอตัว ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น
สำหรับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศ ดัชนีลดลงอยู่ที่ 36.2 จากระดับ 44.6 หรือลดลง 8.4 และความเชื่อมั่นต่อธุรกิจของตน อยู่ที่ 36.6 จากระดับ 43.4 หรือลดลง 6.8
ทั้งนี้ หากแยกตามประเภทกิจการเอสเอ็มอีที่ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงมากที่สุดคือ ภาคธุรกิจค้าส่ง กิจการค้าส่งสินค้าเกษตร ค่าดัชนีลดลง อยู่ที่ 45.7 จากระดับ 51.5 หรือลดลง 5.8 เพราะราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง ทั้งราคาพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ ปริมาณผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการส่งออกที่ชะลอตัว ภาคค้าปลีก กิจการสถานีบริการน้ำมัน ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 45.4 จากระดับ 49.5 หรือลดลง 4.1 เพราะราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจบริการ รวมถึงกิจการด้านการขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้า ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 35.4 และ 37.3 จากระดับ 49.7 และ 50.4 หรือลดลง 14.3 และ 13.1 ตามลำดับ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น
ทางด้านผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในรายภูมิภาค พบว่า มีค่าดัชนีลดลงทุกภูมิภาค โดยภูมิภาคที่มีค่าดัชนีลดลงมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าดัชนีอยู่ที่ 39.7 จากระดับ 46 ลดลง 6.3 รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ค่าดัชนีปรับตัวลดลงอยู่ที่ 46.2 จากระดับ 50.7 หรือลดลง 4.5 แต่ปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ การท่องเที่ยวที่คึกคักต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 2.22 ล้านคน หรือ 22.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอยู่ที่ 30.83 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลดีต่อการส่งออกเพิ่มขึ้น







