
ทูตอียูมั่นใจถกเอฟทีเอไทยจบปี'57
ในการนำเสนอท่าทีและจุดยืนของภาคธุรกิจยุโรปประจำปี 2556 ในหัวข้อ “ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่แข็งแกร่งของไทยยุโรป เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย”
ในการนำเสนอท่าทีและจุดยืนของภาคธุรกิจยุโรปประจำปี 2556 ในหัวข้อ “ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่แข็งแกร่งของไทยยุโรป เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย”
เดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตหัวหน้าสำนักงานคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น และหากนับในช่วงที่อยู่เมืองไทยมาเป็นเวลา 4 ปีครึ่ง และจะหมดวาระภายในปี 2556 นี้ ทำให้ได้เห็นอะไรมากมาย เช่น การชุมนุมประท้วง เหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทย แต่ปัจจุบันไทยมีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้นและเริ่มหันหน้าเข้าสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงเจริญเติบโต ซึ่งในมุมมองของนักธุรกิจต่างชาติถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ขณะเดียวกันการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรป (อียู) ก็อยู่ระหว่างการเจรจาและมีแนวโน้มที่จะได้ข้อสรุปภายในปี 2557 โดยการเจรจารอบ 2 จะมีขึ้นในวันที่ 16 ก.ย. 2556 ที่ จ.เชียงใหม่ คาดว่าจะมีคณะทำงาน 13-14 คณะทำงานเข้าร่วมเจรจา
“มั่นใจว่าการเจรจาจะสำเร็จผลได้ภายในปี 2557 เนื่องจากตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาประนีประนอมและหาข้อสรุปซึ่งกันและกัน แต่เอฟทีเอฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ได้เมื่อไหร่นั้นต้องขึ้นอยู่กับขั้นตอนการทำงานภายในของแต่ละประเทศด้วย” ดวิด ระบุ
รอล์ฟดีเตอร์ ดาเนียล นายกสมาคมศูนย์ส่งเสริมธุรกิจยูโรเปียนอาเซียน (อีเอบีซี) กล่าวว่า อีเอบีซีได้จัดทำจุดยืนของภาคธุรกิจยุโรปในประเทศไทยประจำปี 2556 เพื่อนำเสนอมุมมองความเห็นของนักลงทุนต่อรัฐบาลไทยใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน และดึงดูดนักลงทุนรายใหม่เข้ามาประกอบธุรกิจ เช่น การปรับปรุงภาษีศุลกากรและลดการนำเข้าสินค้าที่ไม่เป็นธรรม
สำหรับความเห็นการเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ลดความยุ่งยากในการประกอบธุรกิจ เช่น การกำหนดโครงสร้างภาษีและการส่งเสริมการลงทุนที่สามารถแข่งขันได้ การนำมาตรฐานสากลมาใช้และการจัดทำกฎหมายที่สนับสนุนการค้าเสรี การสร้างกรอบพื้นฐานทางเศรษฐกิจและกฎหมายที่เอื้อต่อลงทุน เช่น การผ่อนปรนข้อจำกัดในการเป็นเจ้าของโดยชาวต่างชาติ ส่งเสริมการไหลเวียนของแรงงานอย่างเสรี เป็นต้น
“หากไทยนำข้อเสนอดังกล่าวไปประยุกต์ใช้จะช่วยดึงดูดการลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้” ดาเนียล กล่าว
โอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทยและที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่เพื่อหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว คือ การเจรจาการค้าเสรีเอฟทีเอที่กำลังดำเนินการอยู่ คือ เอฟทีเอไทย อียู และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
แต่เพื่อให้ได้ประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าว ภาครัฐต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ต้นทุนขนส่งอยู่ในระดับต่ำ ด้วยการเร่งผ่านกฎหมายการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ส่วนเอกชนเองก็ต้องปรับตัวและวางแผนการขนส่งสินค้าและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น หากยังเป็นสินค้าราคาถูกก็ต้องเริ่มมองการออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้นทุนถูกกว่าในประเทศ







