
แบงก์ชาติเผยไต๋รับมือโค้งสุดท้ายเออีซี
ธปท.เตรียมพร้อมรับเปิดเสรีการเงินในกลุ่มเออีซี ระบุเงินทุนไหลออกบ้างแต่ไทยยังรับมือได้ เชื่อไม่ทำให้ดอกเบี้ยกลับมาสูงขึ้นเป็นเลขสองหลัก
ธปท.เตรียมพร้อมรับเปิดเสรีการเงินในกลุ่มเออีซี ระบุเงินทุนไหลออกบ้างแต่ไทยยังรับมือได้ เชื่อไม่ทำให้ดอกเบี้ยกลับมาสูงขึ้นเป็นเลขสองหลัก
นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยปาฐกถาในหัวข้อ”เส้นทางการเงินสู่เออีซี” ว่า ธปท.เตรียมความพร้อมเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน (เออีซี) ด้วยการดูแลต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้คล่องตัว เข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกขึ้น ลดภาระต้นทุนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มช่องทางในการระดมทุนและมีทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง
นอกจากนี้ ได้สร้างความเข้มแข็งของสถาบันการเงิน พัฒนาความสามรถในการแข่งขันของสถาบันการเงินไทยในการทำธุรกรรมและการบริการ พัฒนาระบบการเชื่อมต่อทางการเงิน
นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ธปท.ยังส่งเสริมพัฒนาศักยภาพบุคลากร ภาคธุรกิจ เร่งส่งเสริม Finance literacy แก่ผู้ประกอบการ ผู้ลงทุน บุคคลากรทางการเงิน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการผลิต การตลาด โดยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ของธุรกิจไทย และสร้างเสถียรภาพการเงิน เตรียมการรองรับความผันผวน ซึ่งฐานะปัจจุบันของไทยรองรับความผัผนวนจากเงินทุนเคลื่อย้ายร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่ปัจจุบันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยรองรับความผันผวนของเงินทุนไหลออกได้ระดับในระดับที่ดี ขณะเดียวกันก็จะมีการดูแลเสถียรภาพการเงินร่วมกับธนาคารกลางในภูมิภาค พร้อมประสานนโยบายเปิดเสรีภาคการเงิน ภาครัฐและเอกชนในระยะต่อไป
“สถานการณ์ในตอนนี้ถึงจะมีเงินทุนไหลออกบ้าง ถามว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่ เราเชื่อว่ามีมาตรการเพียงพอที่จะรับมือได้และไม่คิดว่าสภาพคล่องจะหดหายไปรุนแรง และไม่คิดว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยจะกลับไปอยู่ที่ระดับเลขสองหลักหรือ 10% แน่ เพราะไม่คิดว่าเงินเฟ้อจะเกิน 3% ตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ ตราบใดที่ไทยยังใช้เงินเฟ้อเป็นเป้าหมายในการกำหนดนโยบายกาเงิน และไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง” นางผ่องเพ็ญ กล่าว
สำหรับการรวมกลุ่มในภาคการเงินของประเทศในเออีซีจะช่วยให้ภาคธุรกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะเอสเอ็มอีสามารถระดมทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำลงและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างกันของตลาดทุน ซึ่งการรวมกลุ่มช่วยดึงเงินออมของภูมิภาคที่มีสัดส่วนประมาณ 30% ของเงินที่ทำมาหาได้ในภูมิภาค ไม่ต้องออกไปลงทุนนอกภูมิภาค และการเปิดเออีซีจะช่วยการให้การเชื่อมโยงทางการเงินเพิ่มขึ้น จากสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ซึ่งต่อไปการระดมทุนของภูมิภาคก็จะต่ำลง และยกระดับการแข่งขันได้ดีขึ้น
“ตอนนี้ธปท.เปิดให้เงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้เสรี และเริ่มเปิดให้เงินลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศได้เสรีมากขึ้น โดยได้ทยอยเปิดเสรีทุนไทยไปนอกอย่างต่อเนื่อง เช่น ลงทุนโดยตรงไทยไปต่างประเทศ(ทีดีไอ)ทำได้เสรีไม่ปิดกั้นใดๆทั้งสิ้น ส่วนการลงทุนในหุ้นในต่างประเทศเดิมจำกัดไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันก็ไม่จำกัดอะไรแล้ว เพราะเราได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตามภาวะตลาด ทำให้ทุนไทยไปนอกมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การเตรียมเปิดเสรีการเงินของไทยเรายังเปิดเสรีการเงินระหว่างกันในเออีซีแบบ 360 องศา ไม่ได้ ต้องเปิดตามความเหมาะสมและความพร้อมของแต่ละประเทศ เบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะเปิดเสรีในปี 2563 แต่จะเริ่มทยอยเตรียมการเปิดไปตั้งแต่ปี 2555” นางผ่องเพ็ญ กล่าว
ทั้งนี้ ด้านธุรกิจสถาบันการเงินของไทยได้เปิดให้ทำธุรกิจระหว่างกันได้มากขึ้น แม้ว่า เออีซีจะร่วมกันกำหนดกรอบมาตรของธนาคารพาริชย์ที่จะเข้ามาทำธุรกิจระหว่างกันในกลุ่มเออีซี (QAB) ที่กำหนดให้เสร็จภายในปีนี้หรือปีหน้ายังไม่เรียบร้อย แต่ตอนนี้ไทยก็เปิดให้นักลงทุนรายใหม่ในธุรกิจแบงก์เข้ามาขออนุญาตตั้งธนาคารพาณิชย์ในไทยได้เพิ่มเติมแล้ว โดยภายในเดือนธ.ค.ปีนี้จะเปิดให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาขออนุญาตเพิ่มได้ 5 ราย เพื่อมห้มาตั้งสาขาได้ 20 แห่ง และมีตู้เอทีเอ็มได้ 20 ตู้ ซึ่งตอนนี้มีต่างชาติที่สนใจยื่นขออนุญาตตั้งธนาคารพาริชย์ในไทยเข้ามาแล้ว 2 ราย ธปท.อยู่ระหว่างพิจาณา
นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ความท้าทายในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่โค้งสุดท้ายของเออีซี ธปท.มีการเตียมการ 1.ต้นทุนการเงิน ให้ค้องตัวในการบริหารเงินของผู้ประกอกบารเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกขึ้น ลดภาระต้นทุนที่ซ้ำซ้อนลง เพิ่มช่องทางในการระดมทุนและมีทางเลือกในการบริหารควมเสี่ยง 2.การให้บริการของสถาบันการเงิน ต้องสร้างความเข้มแข็งของสถาบันการเงิน พัฒนาความสามรถในการแข่งขันของสถาบันการเงินไทยในการทำธุรกรรมและการบริการ พัฒนาระบบการเชื่อมต่อทางการเงิน 3.พัฒนาศักยภาพบุคคลากร ภาคธุนกิจ เร่งส่งเสริม Finance literacy แก่ผู้ประกอบการ ผู้ลงทุน บุคคลากรทางการเงิน เพิ่มศักยภาพหการแข่งขันและการผลิต การตลาด โดยเพิ่มมูลค่าของผลตภัณฑ์ของธุรกิจไทย และ 4.สร้างเสียรภาพการเงิน เตรียมการรองรับความผัผนวน ซึ่งฐานะปัจจุบันของไทยรองรับความผัผนวนจากเงินทุนเคลื่อย้ายร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่ปัจจุบันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยรองรับความผันผวนของเงินทุนไหลออกได้ระดับในระดับที่ดี ขณะเดียวกันก็จะมีการดูแลเสถียรภาพการเงินร่วมกับธนาคารกลางในภูมิภาค พร้อมประสานนโยบายเปิดเสรีภาคการเงิน ภาครัฐและเอกชนในระยะต่อไป
“สถานการณ์ในตอนนี้ถึงจะมีเงินทุนไหลออกบ้าง ถามว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่ เราชื่อว่ามีมาตรการเพียงพอที่จะรับมือได้ และไม่คิดว่าสภาพคล่องจะหดหายไปรุนแรง และไม่คิดว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยจะกลับไปอยู่ที่ระดับเลขสองหลักหรือ 10% เป็นแน่ เพราะไม่คิดว่าเงินเฟ้อจะเกิน 3% ตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ ตราบใดที่ไทยยังใช้เงินเฟ้อเป็นเป้าหมายในการกำหนดนโยบายกาเงิน และไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง “ นางผ่องเพ็ญกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันเงินทุนเคลื่อนย้ายยังผันผวนต่อเนื่อง เพราะสหรัฐส่งสัญยาณจะเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงินหรือคิวอี ทำให้เงินทุนของภาคเอกชนที่เดิมเคยไหลมาลงทุนที่ไทยและภูมิภาคอาเซียเตรียมไหลกลับไปหาผลตอบแทนที่ดีในสหรัฐ เพราะคาดว่าการเลิกคิวอีหมายถึงเศรษฐกิจสหรัฐปรับดีขึ้นมีโอกาสที่จะลงทุนได้รับผลตอบที่ดีได้ ซึ่งเงินทุนไหลกลับไปต่างประเทศเป็นภาวะปกติ ที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค ส่วนในช่วงนี้เงินบาทที่อ่อนค่าลงน่าจะช่วยให้ผู้ส่งออกมีรายได้สูงขึ้น เพราะในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 การส่งออกจะขยายตัวมากขึ้นตามฤดูกาลอยู่แล้ว โดยธปท.จะพยายามดูแลให้เงินบาทอยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจรับได้ กำหนดราคาสินค้าและการทำธุรกรรมการเงินได้ แต่การดูแลก็จะปล่อยให้เป้นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น







