posttoday
ธุรกิจแลกเงินรับอานิสงส์ค้าชายแดนพุ่ง

ธุรกิจแลกเงินรับอานิสงส์ค้าชายแดนพุ่ง

06 กันยายน 2556

ท่ามกลางสถานการณ์การส่งออกของไทยไปตลาด

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ท่ามกลางสถานการณ์การส่งออกของไทยไปตลาด

หลักๆ ในภาวะถดถอย ค่าเงินผันผวน และการเมืองวุ่นวาย แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านส่งผลให้ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรายังคงมีทิศทางที่สดใสพอดู

“การเติบโตของตลาดการค้าชายแดนลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งการค้าทางตะวันตกกับพม่า ที่ด่านแม่สอด จ.ตาก การค้าชายแดนที่ จ.มุกดาหาร หนองคาย ชายแดนด้านตะวันออกที่ติดกับกัมพูชา ส่วนการค้าชายแดนไทยและมาเลเซียเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนเป็น 30% ของมูลค่าการค้าชายแดนที่มีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ด้านเหนือเราก็มีท่าเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ จ.เชียงราย ที่เชื่อมกับตลาดพม่า ลาว และจีน เป็นปัจจัยบวกระยะยาวต่อธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา” ชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (TAFEX) ระบุ

โดยเฉพาะพม่าที่อยู่ในช่วงของการสร้างประเทศนั้น ทำให้ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราเติบโตไปพร้อมๆ กับการลงทุนใหม่ในพม่าอีกด้วย เพราะการนำเข้าวัตถุดิบและวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่จะมีการนำเข้าผ่านไทย เนื่องจากที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ในจุดที่เป็นศูนย์กลางการค้าและด้านการคมนาคมขนส่งของอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ตลาดการแลกเปลี่ยนเงินในตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราแต่เดิมนั้น ยังคงเป็นตลาดที่มีความสำคัญเช่นเดิม แม้ว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะทำให้นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศลดลง แต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้นมาก เช่น จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย โดยปีนี้ตลาดค้าเงินในภาคท่องเที่ยวน่าจะขยายตัวที่ระดับ 14% เทียบกับปีที่แล้ว และมีการประเมินว่ามูลค่าการแลกเปลี่ยนเงินอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท

แต่กระนั้น ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราของไทยจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะหลังรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะทำให้ตลาดแลกเปลี่ยนเงินมีขนาดใหญ่ขึ้น และดึงดูดผู้เล่นรายใหม่และรายใหญ่เข้ามาในตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันได้ยากลำบาก

ชนาพร กล่าว่า สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราฯ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 63 ราย ได้ร่วมมือกับสมาชิกปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการดูธนบัตรต่างประเทศปลอมและธนบัตรต่างประเทศที่ถูกยกเลิก พร้อมทั้งได้ร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการปฏิบัติตามหลักการตรวจสอบลูกค้า (KYC, CDD) เพื่อให้มาตรฐานการแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นไปตามหลักสากล

นอกจากนี้ เพื่อให้ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรามั่นคงและเป็นธรรม สมาคมได้หารือและขอความร่วมมือสมาชิกลดการแข่งขันที่ปัจจุบันมีความรุนแรงมากจนทำให้ธุรกิจรายกลางและรายเล็กอยู่ไม่ได้ โดยขอความร่วมมือในการกำหนดส่วนต่างการซื้อขายเงินตราให้อยู่ในระดับที่ไม่น้อยกว่า 5 สตางค์ จากปัจจุบันที่ร้านค้าเงินรายใหญ่บางรายกดส่วนต่างการแลกเปลี่ยนอยู่ที่ระดับ 3 สตางค์ และสมาคมเตรียมเสนอ ธปท.ให้ขยายสเปรดส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนเป็น 8 สตางค์ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

“ไม่ต้องกลัวว่าร้านแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะเก็งกำไร เพราะธุรกิจหลักของเราคือการซื้อขายเงินตรา ซึ่งปกติจะมีกำไรจากการทำธุรกิจ 10% ส่วนการขอขยายสเปรดนั้นเพื่อให้มีกำไรเพิ่มขึ้นจากปกติเป็น 1314% เพื่อให้รองรับกับค่าครองชีพของบุคลากรและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” ชนาพร กล่าว

ชนาพร ตั้งเป้าหมายว่า การทำงานของสมาคมในปีที่ 2 จะเพิ่มสมาชิกให้ได้เป็น 120 จากร้านแลกเปลี่ยนเงินทั่วประเทศที่มี 1,200 ราย ตลอดจนสำรวจและศึกษาพื้นที่ตลาดใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาระบบไอทีเพื่อป้องกันข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

ขณะเดียวกัน ธปท.ต้องมีบทบาทในการสนับสนุนผู้ประกอบการ เช่น เร่งรัดผ่อนผันการถือครองเงินตราเข้าออกตามแนวชายแดนจาก 5 แสนบาท เป็น 2 ล้านบาท ผ่อนคลายกฎระเบียบการรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รับแลกเงินได้จาก 5,000 เหรียญสหรัฐ เป็น 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ และผ่อนปรนการขายสต๊อกเงินต่างประเทศคืนให้กับธนาคารทุกสิ้นเดือน 80% เพื่อลดการขาดทุนจากความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ