
ชี้การศึกษาไทยอ่อนทักษะทางความคิด
ระบบการศึกษาที่ดีถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ เนื่องจากเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นพลังหลักในการพัฒนาชาติ
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ระบบการศึกษาที่ดีถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ เนื่องจากเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นพลังหลักในการพัฒนาชาติ โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันในเวทีโลกเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดเสวนาเรื่อง “AYEC กับนโยบายด้านการศึกษาของไทย : ความท้าทายและเส้นทางสู่ความก้าวหน้า ในอนาคต” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษาของเด็กไทยในวันนี้ว่าน่ากังวลเพียงใดผ่าน 3 มุมมองของนักการศึกษา
เริ่มจาก ชลธิศ ธีระฐิติ รองผู้อำนวยการบริหาร เครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ที่มองว่านักศึกษาไทยเวลานี้น่าเป็นห่วงมาก จากการสังเกตการทำกิจกรรมของนักศึกษาอาเซียน พบว่าผู้ชนะด้านการนำเสนอความคิดเห็นเชิงนโยบายระหว่างกันมีเพียง 3-4 ประเทศที่ผลัดกันครองแชมป์ ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต่างจากนักศึกษาไทยที่ไม่เคยชนะด้านนี้ เพราะที่ผ่านมากระบวนการศึกษาของไทยเน้นแต่ทฤษฎีในตำราวิชาการ ไม่เคยสอนให้เด็กรู้จักคิดหรือทำความเข้าใจแล้วนำทฤษฎีไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
อาจพูดได้ว่า นักศึกษาไทยขาดทักษะ 3 ด้าน คือ 1.ทักษะความสามารถในการสืบค้น แม้ว่าปัจจุบันนักศึกษาไทยจะใช้ชีวิตอยู่กับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา แต่ยังไม่มีการรับรู้ข้อมูลที่แท้จริงและถูก 2.การรู้จักวัฒนธรรมเพื่อนบ้านอย่างแท้จริงและลึกซึ้ง ทำให้เชื่อมต่อกันไม่ได้เพราะมีมายาคติระหว่างกัน และ 3.ขาดประสบการณ์นอกห้องเรียน
ด้าน ร่มเย็น โกไศยกานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดี ส่วนพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชี้ว่า โจทย์ท้าทายของการศึกษาไทยระดับอุดมศึกษา คือ ภาษาที่เป็นตัวแปรสำคัญ แต่ทัศนคติ ความคิด และค่านิยมที่อยู่หลังม่านภาษากลับเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เพราะหากเด็กไม่รู้จักเรียนรู้และเข้าใจในวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งประเทศตัวเอง เวลาไปพูดหรือสื่อสารกับคนอื่นก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ ที่สำคัญการเรียนการสอนแต่ละสาขาวิชายังขาดการบูรณาการ ทำให้เด็กไม่รู้จักคิดหรือนำทฤษฎีที่เรียนมาประยุกต์ใช้
ขณะที่ อรรถพล อนันตวรสกุล ผู้ช่วยคณบดี งานหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับมองว่า ภาษาไม่ใช่ปัญหาหรือเรื่องที่น่าห่วง เพราะเด็กรุ่นใหม่มีพัฒนาการด้านภาษาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าห่วง คือ นักศึกษาไทยขาดความมั่นใจและประสบการณ์การใช้ชีวิต ทำให้ไม่มีความคิดอะไรไปแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับคนอื่น
“เรื่องที่น่าตกใจมาก คือ ปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบปริญญาตรีแล้วเรียนต่อปริญญาโททันทีมากขึ้น ต่างจากสมัยก่อนที่จะทำงานหาประสบการณ์ก่อน และที่น่าตกใจกว่านั้น คือ เด็กเหล่านี้บอกว่าเรียนต่อทันที เพราะยังไม่รู้ว่าจบไปจะทำอะไร ซึ่งนี่คือโจทย์ท้าทายที่ระบบการศึกษาต้องแก้” นายอรรถพล
นอกจากนี้ ยังมีค่านิยมทางการศึกษาที่ผิด ในการเรียนเพื่อสะสมใบปริญญา แต่เมื่อเรียนจบก็ไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ชีวิต เนื่องจากระบบการศึกษาไทยกำหนดกรอบมาตรฐานการศึกษาไว้ ทำให้เด็กต้องแข่งกันเรียน แข่งกันติวหนังสือเพื่อให้ได้คะแนนสอบวัดผลดีๆ
อรรถพล ทิ้งท้ายว่า วันนี้อยากให้นักศึกษาไทยตั้งหลักรับให้ดี เพราะการเรียนรู้เกี่ยวกับอาเซียนไม่ใช่แค่เรียนรู้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อมุ่งไปสู่ประชาคมโลกมากกว่า







