
อคส.โวเล็งรุกเออีซี
จับมือการนิคมฯตั้งคลังสินค้าเจาะเพื่อนบ้านเร่งศึกษา6เดือนตั้งเป้าทำจริงใน1ปี
จับมือการนิคมฯตั้งคลังสินค้าเจาะเพื่อนบ้านเร่งศึกษา6เดือนตั้งเป้าทำจริงใน1ปี
กนอ.จับมือ อคส. เล็งตั้งคลังศูนย์กระจายสินค้าในนิคมฯเพื่อนบ้าน รับเคลื่อนย้ายเสรี หลังเปิดเออีซี
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. ได้ร่วมกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) ศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของ กนอ. และนิคมฯ ร่วมพัฒนากับเอกชน คาดว่าจะทราบผลการศึกษาเบื้องต้นภายใน 6 เดือน และนำไปปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้ภายใน 1 ปี
ด้านนายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการ อคส. กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศจำนวนมากโดยเฉพาะสินค้าเกษตร ดังนั้น อคส. จะเน้นเฉพาะการบริหารสินค้าในประเทศอย่างเดียวต่อไปอีกไม่ได้
ทั้งนี้ อคส.ต้องมองไปถึงการตั้งคลังหรือศูนย์กระจายสินค้าในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจาก กนอ. เนื่องจากมีความรู้เรื่องพื้นที่อุตสาหกรรมที่เหมาะสมและมีกฎหมายที่เอื้อต่อการไปเปิดพื้นที่อุตสาหกรรม หรือเจรจาต่อรองหาพื้นที่เพื่อตั้งคลังสินค้าให้ อคส.ได้
“หลังเปิดเออีซีการบริหารความสมดุลของปริมาณและราคาสินค้าเกษตรจะทำได้ยากขึ้นมาก เพราะปริมาณจะเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ดังนั้นเราต้องเตรียมการบริหารพื้นที่จัดเก็บและกระจายทั้งในและต่างประเทศให้พร้อม” นายชนุตร์ปกรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ หลังมีการแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของ อคส. ทำให้ปัจจุบัน อคส. ทำธุรกิจได้หลากหลาย และในอนาคตจะมีการตั้งบริษัทลูกเพื่อร่วมทุนกับเอกชน ซึ่งอาจเป็นผู้ผลิตเกษตรแปรรูปจากสินค้าที่ อคส.เป็นผู้บริหารให้รัฐบาลอยู่แล้ว เช่น ข้าว ที่ปัจจุบัน อคส. บริหารคลังอยู่ประมาณ 100 แห่ง ก็เก็บรักษาข้าวกว่า 90% มันสำปะหลัง ข้าวโพด เพื่อช่วยให้สามารถระบายสินค้าเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในการจัดตั้งคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้านี้ จะตอบโจทย์ที่ กนอ. ต้องการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการในนิคมฯ โดยหนึ่งในรูปแบบ (โมเดล) ที่ต้องการให้เกิดขึ้น คือ การตั้งคลังสินค้าของ อคส. ในนิคมฯ ซึ่งคาดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการในนิคมฯ ว่าจะมีวัตถุดิบเพียงพอ มีต้นทุนการขนส่งลดลง และมีการสต๊อกวัตถุดิบ เนื่องจาก อคส.เป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลสินค้าเกษตรมากที่สุด ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด
“โมเดลนี้จะเอื้อให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าเกษตรต่างๆ เพราะพืชเกษตรหนึ่งๆ มีไลน์ผลิตสินค้าจำนวนมาก” นายวีรพงศ์ กล่าว
สำหรับความคืบหน้าการตั้งบริษัทลูกของ กนอ. เพื่อไปลงทุนตั้งนิคมฯ ในต่างประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาเอกชนมาร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 6065% โดย กนอ.ต้องการผู้ร่วมทุนที่เป็นนิติบุคคลไทยมากกว่า 1 ราย เพราะ กนอ.ต้องการเป็นผู้กำหนดทิศทางของธุรกิจ
ปัจจุบัน กนอ. มีเป้าหมายการลงทุนในต่างประเทศ 2 แห่ง คือ นิคมฯ โลจิสติกส์ ในนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน โดยกรณีนี้คาดว่ารูปแบบลงทุนจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างบริษัทลูกของ กนอ. และนักลงทุนท้องถิ่นของจีน
ขณะที่อีกเป้าหมาย คือ นิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า ซึ่งปัจจุบันมีผู้พัฒนานิคมฯ ที่มีแผนเข้าไปลงทุนทั้งอิตาเลียนไทยที่ลงทุนในทวายและอมตะนคร ซึ่งมีแผนจะตั้งนิคมฯ รองรับอุตสาหกรรมเบา ห่างจากชายแดนไทยเข้าไปในฝั่งพม่า 10 กิโลเมตรติดต่อเข้ามา ซึ่ง กนอ.อยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลดังกล่าว







