
กลุ่มยานยนต์ครึ่งปีหลังชะลอ
ตลาดรถยนต์ในประเทศที่ซบเซาลง เนื่องจากยอดจองซื้อรถยนต์หายไป หลังถูกดึงไปใช้ล่วงหน้าในโครงการรถยนต์คันแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ผสมโรงกับการที่ตลาดส่งออกฟื้นตัวช้า ฉุดยอดผลิตรถยนต์งวดครึ่งหลังปีนี้
ตลาดรถยนต์ในประเทศที่ซบเซาลง เนื่องจากยอดจองซื้อรถยนต์หายไป หลังถูกดึงไปใช้ล่วงหน้าในโครงการรถยนต์คันแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ผสมโรงกับการที่ตลาดส่งออกฟื้นตัวช้า ฉุดยอดผลิตรถยนต์งวดครึ่งหลังปีนี้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่ายอดผลิตรถยนต์ล่าสุดเดือน ก.ค. 2556ลดลง 6.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 7.2% จากเดือน มิ.ย. ขณะที่ประมาณการตัวเลขยอดผลิตรถยนต์ช่วง 3 เดือนข้างหน้า (ส.ค.-ต.ค. 2556) คาดไว้ 6.18 แสนคัน ลดลง 11.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์งวดครึ่งหลังปี 2556 น่าจะอยู่ที่ 1.22 ล้านคัน ลดลง 9% จาก 1.34 ล้านคัน ในงวดครึ่งแรกปีนี้ และ 11.7% เมื่อเทียบกับงวด ครึ่งหลังปี 2555 ที่ผลิตได้ 1.38 แสนคัน
อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากการผลิตรถยนต์งวดครึ่งแรกปี 2556 ซึ่งเติบโต 27.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ทั้งปี 2556 คาดยอดผลิตรถยนต์ยังเพิ่มขึ้นได้ 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรืออยู่ที่ 2.56 ล้านคัน
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรปกติของกลุ่มยานยนต์งวดครึ่งหลังปีนี้ ลดลง 11% จากครึ่งปีแรก
การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้การวิเคราะห์ของ บล.เอเซีย พลัส ทั้ง 5 บริษัทงวด ครึ่งหลังปี 2556 คาดสอดคล้องกับภาคการผลิตรถยนต์ที่ชะลอตัวลง
หากพิจารณาจากยอดผลิตรถยนต์งวดไตรมาส 3 ปี 2556 คาดว่าจะแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 0.6 แสนคัน ก่อนฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.62 แสนคัน ในงวดไตรมาส 4 ปี 2556 จากแรงกระตุ้นของงานมหกรรมยานยนต์และการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ รวมถึงจัดแคมเปญส่งเสริมการขายของค่ายรถยนต์ เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในช่วงปลายปี ภาพดังกล่าวคาดส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มงวดครึ่งหลังปีนี้เท่ากับ 1,800 ล้านบาท ลดลง 11% จากครึ่งแรกปี 2556
อย่างไรก็ตาม ทั้งปี 2556 คาดกำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มยานยนต์รวม 3,850 ล้านบาท ยังเติบโต 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจะเพิ่มขึ้น 5.5% เป็น 4,000 ล้านบาท ในปี 2557
ดังนั้น จึงแนะนำลงทุนน้อยกว่าตลาดเลือกบริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) เป็นหุ้นแนะนำจากโอกาสปรับตัวขึ้นสูง และสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ต่ำ
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนระยะสั้นที่หมดความร้อนแรง หลังสิ้นสุดโครงการรถยนต์คันแรก ประกอบผลประกอบการในช่วง 12 ไตรมาสข้างหน้ายังมีแนวโน้มอ่อนตัว ทำให้หุ้นในกลุ่มยานยนต์ไม่สามารถยืนเหนือตลาดได้ ดังนั้น จึงยังคงคำแนะนำลงทุนน้อยกว่าตลาด โดยเลือก AH เป็นหุ้นเด่นสุดของกลุ่ม เนื่องจากมีโอกาสปรับขึ้นสูงสุดถึง 50% และค่าพี/อี ต่ำสุดเพียง 6.3 เท่า อีกทั้งค่าราคาต่อมูลค่าบัญชีอยู่ระดับต่ำสุดในกลุ่มที่ 0.9 เท่า เมื่อรวมกับประเด็นเสริมเรื่องชดเชยประกันภัยน้ำท่วมที่เหลืออีกประมาณ 300 ล้านบาท (ปัจจุบันได้รับเงินชดเชยแล้ว 735 ล้านบาท) ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาคาดมีโอกาสหนุนให้กำไรสุทธิในงวดครึ่งหลังปี 2556 เติบโตโดดเด่นกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มยานยนต์
ช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ราคาหุ้น AH ลดลง 17% ตามภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงจากความกังวลต่อกระแสการไหลเวียนของเงินทุนโลกและการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจไทย
ราคาหุ้น AH นั้นปรับตัวลงมากกว่าดัชนี SET ที่ลดลง 9% และดัชนีหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ (AUTO) ที่ลดลง 13% ราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมที่นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน ประเมินแล้วกว่า 28% ทำให้ผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าเหมาะสม เริ่มกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง แม้ว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะยังอยู่ในช่วงชะลอตัว ดังนั้น จึงแนะนำให้ “ซื้อ” ทั้งนี้ ยังคงประเมินมูลค่าเหมาะสม 19 บาท (เทียบเท่า พี/อีปี 2556 ที่ 10 เท่า)
“แม้เรายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และคาดว่ากำไรครึ่งปีหลังจะอ่อนตัวตามภาวะอุตสาหกรรม แต่เรามองว่าราคาหุ้นได้ปรับสะท้อนความกังวลดังกล่าวแล้ว”
นอกจากนี้ กำไรครึ่งปีหลังอาจดีกว่าที่คาดหากบริษัทได้รับเงินสินไหมประกันเพิ่มเติมจากบริษัทประกัน
ผลประกอบ AH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2556 ที่ผ่านมา อ่อนตัวลงตามภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มียอดผลิตรถยนต์ลดลง 14% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีรายได้เท่ากับ 3,900 ล้านบาท ลดลง 14% จากไตรมาสแรก และมีกำไรเท่ากับ 187 ล้านบาท ลดลง 33% จากไตรมาสแรก
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการยังอยู่ในเกณฑ์ดี
บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูงขึ้นจากปีก่อน มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 7.3% เพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ถ้าไม่รวมรายได้พิเศษค่าสินไหมประกัน 90 ล้านบาท กำไรไตรมาส 2 จะยังทรงตัวใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังยังอ่อนตัว แต่อาจมีรายได้พิเศษเข้ามาช่วยอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องในไตรมาส 3 โดยยอดผลิตรถยนต์เดือน ก.ค. ลดลง 7% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ราว 2 แสนคัน เนื่องจากยอดขายรถยนต์ในประเทศยังหดตัวและยอดส่งออกยังไม่ขยายตัว







