
เงินร้อนไปเงินเย็นมา
สวัสดีครับทุกท่าน...ในช่วงเวลาที่ผมหายไปประมาณ 3 สัปดาห์ ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตอีกช่วงหนึ่งของตลาดหุ้นไทย โดยดัชนีลดลงเกือบ 200 จุด จากระดับ 1,450 จุด ลงมาต่ำสุดที่ 1,260 จุด ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาเหนือระดับ 1,300 จุดอีกครั้ง จากเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (TIP) ซึ่งเกิดทั้งปัจจัยเกี่ยวกับความกังวลเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเกิดจากปัจจัยภายในภูมิภาคเอง คือ เศรษฐกิจชะลอตัว และการกลับมาขาดดุลแฝดอีกครั้งของประเทศอินโดนีเซียและไทย
สวัสดีครับทุกท่าน...ในช่วงเวลาที่ผมหายไปประมาณ 3 สัปดาห์ ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตอีกช่วงหนึ่งของตลาดหุ้นไทย โดยดัชนีลดลงเกือบ 200 จุด จากระดับ 1,450 จุด ลงมาต่ำสุดที่ 1,260 จุด ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาเหนือระดับ 1,300 จุดอีกครั้ง จากเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (TIP) ซึ่งเกิดทั้งปัจจัยเกี่ยวกับความกังวลเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเกิดจากปัจจัยภายในภูมิภาคเอง คือ เศรษฐกิจชะลอตัว และการกลับมาขาดดุลแฝดอีกครั้งของประเทศอินโดนีเซียและไทย
ประเด็นสำคัญ คือ ทิศทางของเงินทุนต่างชาติจากนี้จะเป็นอย่างไร
ในช่วงปลายเดือน ส.ค. ผมได้มีโอกาสไปพบกับนักลงทุนสถาบันใน 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง รวมแล้วพบกับกองทุนต่างประเทศประมาณ 50 กองทุน ซึ่งมีทั้งกองทุนที่ลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนบำนาญ กองทุนของบริษัทประกัน และกองทุนที่เน้นลงทุนระยะสั้น หรือ Hedge Fund ช่วงเวลานั้นตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย กำลังปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจชะลอตัวและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดรอบใหม่ โดยสำนักข่าวต่างประเทศออกมาพาดหัวข่าวว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเกิด การถดถอยทางเทคนิค ส่งผลให้ผมถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก
จากการได้มีโอกาสพบกับผู้จัดการกองทุนต่างประเทศในครั้งนี้รวมถึงในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจในแถบอาเซียนชะลอตัวทำให้ผมได้ข้อสรุปว่า นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปอีกสักระยะหนึ่ง เนื่องจาก
ประการแรก เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว การบริโภคเริ่มมีข้อจำกัดจากระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
ประการที่สอง มูลค่าหุ้นไทยยังไม่ถึงกับถูกเพียงแต่ไม่แพง ทำให้ขาดปัจจัยสนับสนุนระยะสั้น ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่รับทราบเกี่ยวกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาทของไทยเป็นอย่างดี แต่ยังคงเห็นว่าไม่มีความคืบหน้า
ดังนั้น ผมเชื่อว่า หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าโครงการลงทุนได้จริง ก็จะส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยรอบใหม่ ทั้งนี้ ผมอยากจะย้ำว่านักลงทุนต่างชาติไม่ได้มีมุมมองในด้านลบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก โดยส่วนใหญ่ยังคงชอบตลาดหุ้นไทยมากกว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องที่ดีกว่า
การได้พบกับกองทุนต่างชาติในรอบนี้ทำให้ผมได้รับทราบเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ แรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ที่เห็นได้ชัดเจนว่ารุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้คำตอบที่ผมได้รับจากผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ คือ แรงขายดังกล่าวเกิดจากการไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนอีทีเอฟจากสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากความกังวลว่าเฟดจะชะลอมาตรการคิวอี
ทั้งนี้ ลักษณะของกองทุนอีทีเอฟนั้นจะเป็นการลงทุนแบบกระจายไปในหุ้นหลักในแต่ละประเทศเพื่อทำกำไรในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องปัจจัยพื้นฐานของหุ้นรายตัวหรือจะเรียกว่าเป็นเงินร้อนก็ว่าได้
เงินทุนต่างชาติในช่วงนี้ยังคงไม่น่าจะกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยแบบจริงจัง จนกว่าจะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงทุนของรัฐบาล ในขณะที่เงินทุนที่คาดหวังว่าจะกลับมานั้นคงหวังได้เพียงกองทุนที่เน้นลงทุนจริง ส่วนกองทุนอีทีเอฟ คงมีความหวังน้อยมากที่จะกลับมา สุดท้ายสิ่งที่ผมยังคงเป็นห่วง คือ ตลาดหุ้นคู่แข่งของไทย เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน เริ่มดูดีขึ้น หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่อง รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนใกล้สิ้นสุด เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก รวมถึงมูลค่าหุ้นของตลาดหุ้นดังกล่าวถือว่าถูกกว่าตลาดหุ้นไทย หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงก็จะทำให้มีแนวโน้มว่า เงินทุนจะไม่ไหลกลับมาที่ตลาดหุ้นไทย และอาจมีเงินทุนไหลออกไปอีก
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ...ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง







