
มะกันแห้ทิ้งงานออฟฟิตผันทำ "ฟาร์ม" ใช้ชีวิตเรียบง่าย
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
“อาชีพเกษตรกร” เป็นอาชีพที่รู้กันดีว่าไม่ได้สร้างรายได้ให้ท่วมท้นหรือมากมายมหาศาลขนาดเป็นเศรษฐี ด้วยราคาตลาดที่มีความผันผวน และสภาพอากาศที่อาจไม่เป็นใจ ทว่าเสน่ห์ของการเกษตรหรือทำสวนนั้นกลับกลายเป็นจุดดึงดูดที่ทำให้ในปัจจุบันชาวอเมริกันเริ่มทิ้งงานในสำนักงานที่มีความมั่นคง เพื่อหันกลับมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายด้วยการพึ่งพาตัวเองอีกครั้งหนึ่ง
กระแสที่เกิดขึ้นนี้เห็นได้ชัดมากในทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ รวมไปถึงแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากความนิยมการรับประทานอาหารท้องถิ่น และการขยายตัวของตลาดเกษตรกร ซึ่งเป็นตลาดที่เกษตรกรจะขายสินค้าต่อผู้บริโภคโดยตรง
จากสถิติกระทรวงการเกษตรของสหรัฐ ระบุว่า ทั่วประเทศมีเกษตรกรมือใหม่ ซึ่งหมายถึงคนที่ทำการเกษตรไม่ถึง 10 ปี ทั้งหมด 4.56 แสนคน และยังพบอีกว่าเกษตรกรมือใหม่เหล่านี้ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่เรียนจบระดับมหาวิทยาลัย และไม่เคยทำงานในภาคการเกษตรมาก่อน
ทั้งนี้ แม้ว่าสถิติของทางการจะยังไม่ได้มีการระบุว่าเกษตรกรมือใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนเท่าไร แต่ก็มีหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นชัดว่าตลาดของเกษตรกรทั่วสหรัฐมีมากกว่า 8,000 แห่ง ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากช่วง 5 ปีที่แล้วถึง 38%
ในขณะเดียวกันยังมีหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นว่าคนสนใจทำการเกษตรมากขึ้น โดยในโรงเรียนกสิกรรมของเมืองเอธอล รัฐแมสซาชูเซตส์นั้น มีคนที่สนใจเรียนคอร์สการทำเกษตรกรรมเริ่มต้น ระยะเวลา 1 ปี เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมแล้วมีเพียง 1520 คน แต่ขณะนี้กลับพุ่งไปอยู่ที่ 50 คนในปีนี้ และคนที่เข้ามาลงเรียนก็มีวัยตั้งแต่ 1953 ปี ที่มาจากอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย แพทย์ ครู รวมไปถึงผู้บริหาร
แพททริก คอนนอร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกสิกรรมแห่งนี้ กล่าวว่า คนจำนวนมากต้องการเพิ่มทักษะด้านการทำเกษตร ซึ่งสามารถพัฒนามาเป็นอาชีพที่เลี้ยงชีพได้
“มีคนมากมายในนิวอิงแลนด์และแคลิฟอร์เนียที่ทำธุรกิจขนาดเล็กเกี่ยวกับการเกษตรของตัวเอง และเมื่อเห็นว่ามันเป็นอาชีพที่เลี้ยงชีพได้ ผมจึงคิดว่าคนหลายคนจึงเริ่มหันมาสนใจเพิ่มขึ้น” คอนนอร์ กล่าว
คิมเบอร์ลีย์ ฮาร์ต คาเรน ซัมเมอร์แลนด์ และอีริก จาคอบ เป็นตัวอย่างของคนส่วนหนึ่งที่เลือกจะทิ้งงานประจำและหันมาเช่าพื้นที่เพื่อปลูกพืชผัก โดยฮาร์ตเคยเป็นผู้จัดทำเครื่องแต่งกายให้กับละครบรอดเวย์ ส่วนซัมเมอร์แลนด์เลิกที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อมาปลูกผัก ในขณะที่จาคอบเคยเป็นช่างภาพข่าวอิสระ ก่อนจะมาเรียนการเป็นเกษตรกรมือใหม่
เกษตรกรมือใหม่หลายๆ คนนั้นหาวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การทำชีสจากนมวัว ขณะที่บางคนก็ใช้อาชีพดั้งเดิมเพื่อเป็นช่องทางเพิ่มกำไรให้กับสินค้า อย่างในกรณีของจาคอบที่เคยเป็นอดีตช่างภาพข่าว ก็ยังคงถ่ายภาพเพื่อบันทึกและโพสต์ประสบการณ์การทำฟาร์มลงในเว็บไซต์ของตนเอง
ทั้งนี้ เกษตรกรมือใหม่ส่วนใหญ่มักจะเช่าพื้นที่ทำสวนมากกว่าจะซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ ในขณะเดียวกันก็จะเลือกปลูกผักที่มีมูลค่าสูงเพื่อนำไปจำหน่ายให้ภัตตาคาร และขายในตลาดของเกษตรกร
“ตลาดการเกษตรนั้นมีความผันผวนสูงมาก ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจที่จะยึดมั่นในสิ่งที่เรารู้ดีว่าเราสามารถทำให้เติบโตได้” ซัมเมอร์แลนด์ ระบุ
แม้ว่าทั้งสามคนจะยังไม่มีใครที่ได้รายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ความสุขที่ได้ปลูกพืชผักเป็นสิ่งที่ยังคงเลือกที่จะทำต่อไป
“ฉันทำเพราะฉันรักที่จะผลิตอาหารเอง และมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน ส่วนเรื่องรายได้นั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญรองลงมาเลย” ซัมเมอร์แลนด์ กล่าว
ในขณะที่ฮาร์ตระบุว่า เป้าหมายที่เลือกมาทำเกษตรนั้น เป็นเพราะอยากจะอยู่อย่างพอเพียงและยั่งยืน รวมทั้งต้องการที่จะหลีกหนีจากชีวิตในเมือง
“ทางเดียวที่ทำให้ผมหลุดออกจากโลกที่สิ้นหวัง คือการทำการเกษตร ซึ่งมีความสงบสุขตรงที่ว่าช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และอยู่ด้วยคุณค่าที่ผมมีในตนเอง” จาคอบ กล่าวทิ้งท้าย
นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนที่อยากจะเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ด้วยความพอเพียงอีกครั้ง เพราะนอกจากจะได้หลีกหนีจากชีวิตที่วนเป็นวงกลมอันน่าเบื่อแล้ว ยังได้เป็นเจ้านายตัวเองอีกทางหนึ่งด้วย







