
เศรษฐกิจครึ่งหลังเป็นอย่างไร
หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ออกมา ก็มีหลายหน่วยงานปรับตัวเลขการคาดการณ์จีดีพีลง แต่บางหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนก็ได้ปรับลงไปก่อนหน้านี้ไปแล้ว
หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ออกมา ก็มีหลายหน่วยงานปรับตัวเลขการคาดการณ์จีดีพีลง แต่บางหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนก็ได้ปรับลงไปก่อนหน้านี้ไปแล้ว
แต่ที่น่าตกใจ ก็คือ การปรับลดการคาดการณ์จีดีพีไทย โดยเครดิตสวิส ซึ่งได้ปรับลดลงจากเดิม 4% เหลือเพียง 2.70% และปรับคาดการณ์การเติบโตของการส่งออกของไทยเหลือเพียง 3% จากเดิมที่ 4.5% มิหนำซ้ำยังปรับลดการคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2557 ลงเหลือ 4.5% จากเดิมที่ 5%
เครดิตสวิส ให้เหตุผลว่า การใช้จ่ายที่ลดลงของผู้บริโภคโดยเฉพาะครัวเรือนในชนบทและความล่าช้าในการลงทุน แต่มองว่าการส่งออกในครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก ส่วนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) บางท่านก็เป็นห่วงเรื่องการลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอีของสหรัฐ จะมีผลต่อการลงทุนในเอเชียไปอีกนาน ดูแล้วมีโอกาสที่การ กนง. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ครั้งต่อไป (16 ต.ค.) อาจจะมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เพราะว่าครั้งที่แล้วคำพูดของ กนง.ออกมาเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลง ก็จะเป็นข่าวดีข่าวหนึ่งท่ามกลางข่าวร้ายมากมายในช่วงนี้
นอกจากนั้น เราคงยังต้องติดตามดูตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐหลายๆ ตัว ที่จะประกาศในเดือนนี้ เช่น ตัวเลขการจ้างงานในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ รวมทั้งตัวเลขอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขยอด... กิจกรรมทั้งภาคการผลิตและบริการที่จะทยอยประกาศ ซึ่งจะทำให้เราพอจะคาดเดาว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการลดเม็ดเงินหรือคิวอีลงไหม หรือถ้าลดจะลดมากน้อยแค่ไหน ในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งจะมีผลต่อเม็ดเงินที่จะเข้ามาลงทุนในไทยด้วย ความเห็นของผมต่อการลดขนาดของมาตรการคิวอี ถ้าไม่เกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน น่าจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะว่าเรื่องนี้ได้ถูกรวมเข้าไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ถ้าขนาดของเม็ดเงินที่ลดลงมากกว่านี้มากๆ เช่น ลดไป 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คงจะส่งผลให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงแน่นอน แต่จะเป็นการลดลงชั่วคราว เพราะว่าถ้าเฟดลดขนาดของเม็ดเงินลงมากขนาดนี้ ก็น่าจะแสดงว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในมือเฟดน่าจะมีตัวเลขที่ชี้ให้เห็นว่ามีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ในภายหลัง เพราะว่าในภาวะที่เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนที่สุด เพราะว่าการที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว นั่นหมายความว่า ยังมีเวลาอีกหลายปี วันที่เศรษฐกิจจะขึ้นไปถึงจุดอิ่มตัว ผลประกอบการของบริษัทห้างร้านต่างๆ จะดีขึ้น
ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนปรับการคาดการณ์ตามไปด้วย และยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) สูงขึ้น ยิ่งทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเป็นทวีคูณ หลังจากเศรษฐกิจดีขึ้น ราคาหุ้นสูงขึ้นก็จะมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้นตามไปด้วย ก็จะเป็นจังหวะที่ควรจะลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์หรือหุ้นของกิจการที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ
วกกลับมาดูเศรษฐกิจไทย ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 น่าจะเป็นจุดที่ต่ำสุดแล้ว เพราะว่ามีตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวในเดือน ก.ค. เริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น
เช่น ตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ค. ที่ขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งได้อานิสงส์จากการขยายตัวของการส่งออกหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการนำเข้าเดือน ก.ค. ขยายตัว 1.10% ซึ่งเกิดจากการนำเข้าสินค้าประเภทวัตถุดิบที่ขยายตัวมากถึง 12.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.50% จากเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
แสดงว่าผู้ผลิตไทยน่าจะได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามาแล้ว จึงมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อมาใช้ในการผลิต เพื่อส่งออกและจำหน่ายในประเทศมากขึ้น ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชน ถึงแม้ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ณ ราคาคงที่ในเดือน ก.ค. จะชะลอตัวลง 1.90%
แต่ถ้าเจาะลึกลงไปจะเห็นว่า VAT บนฐานการบริโภคในประเทศยังขยายตัวเป็นบวกถึง 5.50% แต่ที่ขยายตัวติดลบคือ VAT จากการนำเข้าโดยติดลบถึง 9.30% ส่วนปัจจัยที่น่าเป็นห่วง ก็คือ หมวดพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ถ้าสหรัฐบุกซีเรียจริง ก็จะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นทันที เมื่อมารวมกับการขึ้นราคาของก๊าซแอลพีจีในประเทศ ก็อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของเราสูงขึ้น แต่โชคดีที่เงินเฟ้อของเราช่วงนี้ค่อนข้างต่ำ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบมากมายนัก
ความเห็นของ ธปท.เอง ก็สอดคล้องกับทาง สศค. ที่เห็นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ส่วนรายงานภาวะอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณทล ในเดือน ก.ค.ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องทั้งด้านความต้องการซื้อและความต้องการขาย
คุณอนันต์ อัศวโภคิน แห่ง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า ภาวะอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
ตลาดหุ้นบ้านเรา น่าจะมีจุดต่ำสุดไม่ต่ำกว่า 1,250-1,260 จุด ยกเว้นแต่จะมีข่าวร้ายใหม่ๆ หรือ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผมเชื่อว่าจะผ่านสภาได้แน่นอน แต่ไปตกม้าตายที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ พ.ร.บ.นี้ก็จะตกไป ตลาดหุ้นไทยก็คงมีลุ้นลงไปทดสอบแนวรับทางจิตวิทยาบริเวณ 1,200 จุดเป็นแน่







