posttoday
ความท้าทายของเศรษฐกิจทวีปเอเชียในมุมมองADB

ความท้าทายของเศรษฐกิจทวีปเอเชียในมุมมองADB

26 เมษายน 2553

.....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

 

เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ในเอกสาร Asian Development Outlook 2010 ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อกลางเดือน เม.ย. 2553 ได้พยากรณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา 45 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะเติบโตในอัตราสูงขึ้นจาก 5.2% ในปี 2552 เป็น 7.5% ในปี 2553 และคาดว่าจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 7.3% ในปี 2554

สำหรับประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่ 2 ประเทศในทวีปเอเชีย คือ จีนและอินเดีย จะยังคงเติบโตในอัตราสูง กล่าวคือ จีนคาดว่าจะเติบโตในอัตรา 9.6% ในปี 2553 และลดลงเล็กน้อยเหลือ 9.1% ในปี 2554 เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะสิ้นสุดลง ขณะที่อินเดียคาดว่าจะเติบโตในอัตรา 8.2% และ 8.7% ในปี 2553 และ 2554 ตามลำดับ

ขณะที่กรณีของไทยคาดว่าจะเติบโตในอัตรา 4% และ 4.5% ในปี 2553 และ 2554 ตามลำดับ ซึ่งนับว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ มาเลเซียที่คาดว่าจะเติบโตในปี 2553 ที่ระดับ 5.3% สิงคโปร์ 6.3% ลาว 7% กัมพูชา 4.5% และเวียดนาม 6.5%

ความท้าทายจากเงินทุนไหลเข้าเพื่อเก็งกำไร

จากการที่ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกประสบผลสำเร็จในการฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจมากกว่าประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ทำให้ต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ คือ มีเงินทุนไหลเข้ามายังภูมิภาคนี้จำนวนมากเพื่อแสวงหากำไรในระยะสั้น

สถานการณ์ข้างต้นนับว่าคล้ายคลึงกับช่วงก่อนวิกฤตการณ์ทางการเงินของทวีปเอเชียปี 2540/2541 ดังนั้น ได้ก่อให้เกิดความยุ่งยากในหลายด้าน ทั้งต่ออัตราดอกเบี้ย ปริมาณเงิน อัตราเงินเฟ้อ และราคาทรัพย์สิน ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าราคาอสังหาริมทรัพย์และราคาหุ้นในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นปี 2553 จนหวั่นเกรงว่าจะเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่อีกครั้งหนึ่ง

ควรผ่อนคลายอัตราแลกเปลี่ยนและควบคุมเงินไหลเข้ามาเก็งกำไร

สำหรับแนวทางแก้ไขที่ ADB ได้เสนอแนะในการเผชิญกับความท้าทายนี้ คือ

ประการแรก หน่วยราชการประเทศต่างๆ ควรลดการแทรกแซงในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศลง เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนสามารถขึ้นลงได้อย่างเสรีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการการไหลเข้าออกของเงินทุนได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจมักร้องเรียนว่าการปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างเสรี โดยเฉพาะการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินในประเทศ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถในการแข่งขันทั้งการผลิตเพื่อการส่งออกและการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้านั้น ADB มีทัศนะว่าเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ควรลดการพึ่งพาการส่งออกลง และหันมาพึ่งพาตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันผลกระทบของการแข็งค่าขึ้นของเงินตราสกุลของตนเองต่อการส่งออกจะลดลงได้ หากประเทศในภูมิภาคแถบนี้ร่วมมือและประสานงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการในด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยปัญหาสำคัญในปัจจุบัน คือ จีน ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ยังคงจำกัดการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน ทำให้ประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดส่งออก จำเป็นต้องจำกัดการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราสกุลของตนเองเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

ประการที่สอง ควรพิจารณากำหนดมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนเพื่อป้องกันการไหลเข้าของเงินทุนที่ต้องการแสวงหากำไรในระยะสั้น โดยยกตัวอย่างของทางการจีนที่กำหนดมาตรการควบคุมเงินที่เข้ามาเก็งกำไรอย่างเข้มงวด พร้อมกับกำหนดค่าปรับในอัตราสูงถึง 30% กรณีโอนเงินตราต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

ประการที่สาม ควรยกเลิกการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยต้องยินยอมปล่อยให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคสามารถฟื้นตัวด้วยตนเองอย่างยั่งยืน เนื่องจากนโยบายการเงินเช่นนี้โดยปกติแล้วไม่ควรดำเนินการเป็นระยะเวลายาวนานจนเกินไป

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ