
ทำไมหุ้นไทยจึงยืนได้ดีกว่าที่คิด
....พิชัย เลิศสุพงษ์กิจ
สัปดาห์ก่อน ผมชี้ว่า ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย เสถียรภาพของประเทศที่ง่อนแง่นเต็มทีจะส่งผลเสียในระยะยาว เนื่องจากประเทศไทยจะถูกมองว่า
“มีความเสี่ยงสูง” เพราะติดอยู่ในวังวน “กีฬาสี” ที่ไม่เคารพกฎ กติกา มีการใช้ความรุนแรงจนนำไปสู่ความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตคนที่ประเมินค่ามิได้เสียดายที่เหตุการณ์ 10 เม.ย. ไม่ได้ช่วยเรียก
“สติ” กลับคืนสู่สังคมไทย ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมีการใช้ความรุนแรง จนเกิดความสูญเสียที่ถนนสีลม เมื่อมองไปข้างหน้า ยังคงสุ่มเสี่ยงที่ความรุนแรงจะปะทุขึ้นอีก แม้หลายฝ่ายจะใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะหาทางออกแบบสงบ สันติ และไม่ยืดเยื้อ แต่ทว่ามีสัญญาณตอบรับที่ริบหรี่เต็มทีอย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถฟื้นตัวขึ้นมาปิดที่ 754 จุด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมิได้ถล่มขายหุ้นไทยอย่างที่กังวล ผู้ที่มองโลกด้านบวกพยายามอธิบายด้วยเหตุผลดังนี้
ประการแรก เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นเร็วเกินคาด ทำให้ภาคส่งออกที่มีสัดส่วนถึงราว 70% ของ GDP บ้านเรา ขยายตัวดีเกินคาดตามไปด้วย จึงช่วยชดเชยผลลบจากปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองไปมาก
เอเชียเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจขยายตัวเด่นกว่าภูมิภาคอื่น กระแสเงินจึงไหลทะลักเข้ามาผลักดันดัชนีหุ้นและสกุลเงินเอเชียพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 20 เดือนขึ้นไป และมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง ตลาดหุ้นไทยจึงกลายเป็น
“ของถูก” โดยเปรียบเทียบผมเห็นว่า ความเห็นนี้มีส่วนจริงอยู่มาก แต่ส่วนที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยคือ แม้ค่าพีอีของตลาดหุ้นไทยจะต่ำกว่าของตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน แต่ไม่ได้แปลว่าราคาหุ้นของเราจะถูกกว่าของเพื่อนบ้าน ทั้งนี้เพราะกำไรของหุ้นไทยโตช้ากว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญความเสี่ยงทางการเมืองของหุ้นไทยอยู่ในระดับสูงกว่าของตลาดหุ้นเพื่อนบ้านมาก
ประการที่สอง ปัญหาการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ ในที่สุดประเทศไทยจะผ่านมันไปได้ เมื่อความเสี่ยงทางการเมืองถึงจุดพีก หุ้นมักจะแตะจุดต่ำสุด สำหรับรอบนั้นๆ การซื้อหุ้นเมื่อการเมืองพีกจึงน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี
ผมเห็นด้วยที่ว่าควรซื้อหุ้นเมื่อความเสี่ยงพุ่งแตะจุดสูงสุด แต่ผมไม่แน่ใจว่าความเสี่ยงทางการเมืองพีกไปแล้ว! เนื่องจากผมยังไม่เห็นทางออกแบบสงบ สันติ ไม่ยืดเยื้อ ในมุมกลับ มีแต่ความสุ่มเสี่ยงที่จะมีการใช้ความรุนแรง
ประการที่สาม แรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งนี้กระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น (บจ.) เพียงเล็กน้อย ดังนั้นหากราคาหุ้นร่วงแรงกว่ากำไรเป็นเท่าๆ ตัว จึงเป็นโอกาสในการช้อนซื้อหุ้น
ข้อนี้น่าจะจริงในส่วนของผลกระทบต่อกำไร ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ธนชาตประเมินว่า กำไรของ บจ. จะถูกกระทบเพียง 3% ในปี 2553 จากที่คาดว่าโต 18% จะเหลือ 15% ส่วนปี 2554 เดิมคาดว่าโต 16% จะเหลือ 13% แต่ที่เป็นอย่างนี้ เป็นเพราะ 1) กำไรสุทธิ 40% ของตลาดหุ้นมาจากกลุ่มพลังงานที่ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย 2) เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกฟื้นตัวเร็วเกินคาด ทำให้มีการปรับขึ้นยอดขาย/รายได้ปีนี้ จากประมาณการเมื่อตอนต้นปี
อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าการเมืองที่ไร้เสถียรภาพจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 และมีความเสี่ยงที่ครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวช้า หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ
นอกจากนั้น ความเสี่ยงทางการเมืองที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงกระทบต่อมูลค่าเป้าหมายตามปัจจัยพื้นฐาน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ธนชาตจึงลดเป้าหมายดัชนีหุ้นปี 2553 ลงเหลือ 780 จุด จากเดิมมองที่ 820 จุด ดังนั้นระดับดัชนีที่น่าจะเป็นจุดเข้าซื้อในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงมากจึงอยู่ที่ 670 จุดลงมา โดยเน้นหุ้น BANPU, TOP, CPALL, CPF, TUF เนื่องจากธุรกิจถูกการเมืองกระทบเพียงเล็กน้อย และมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง
แม้ดัชนีหุ้นไทยจะดูแข็งแรงกว่าที่ประเมินไว้ แต่เสถียรภาพการเมืองที่ง่อนแง่นและสุ่มเสี่ยงที่จะมีการใช้ความรุนแรง การรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อหุ้นทรุดแรงน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า หากการเมืองพลิกผันเป็นดี ซื้อตามทีหลังก็ยังไม่สาย
สุดท้ายนี้ ขอวิงวอนทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อทางออกให้สังคมไทยโดยสงบ สันติ ปราศจากความรุนแรง







