posttoday
รัฐลุยเลิกอุ้มพลังงานหลักการดี แต่ผิดจังหวะ?

รัฐลุยเลิกอุ้มพลังงานหลักการดี แต่ผิดจังหวะ?

03 กันยายน 2556

เป็นเวลาเกือบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 ที่ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน ไม่มีโอกาสได้ปรับขึ้นราคา

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ

เป็นเวลาเกือบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 ที่ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน ไม่มีโอกาสได้ปรับขึ้นราคา จึงถือว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันกล้าแลกกับความเสี่ยงจากภาคประชาชนที่ไม่เห็นด้วย เพราะส่งและไม่ห่วงจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของ ที่จะได้รับผลกระทบต่อค่าครองชีพ หลังเริ่มทยอยปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน กก.ละ 50 สต. ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. และจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกเดือนในอัตรานี้ จนมีราคาสะท้อนต้นทุนโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่ 24.82 บาทต่อ กก. หรือเฉลี่ยต้องปรับราคาทั้งหมด 6.69 บาทต่อ กก. โดยให้เหตุผลการปรับราคา 2 ประเด็นหลัก คือ เป็นว่า

หลักการของการปรับราคาแอลพีจีรอบนี้ ภาครัฐให้เหตุผลไว้ 2 เรื่องหลัก 1.การป้องกันการลักลอบใช้ผิดประเภท โดยเฉพาะการนำแอลพีจีครัวเรือนไปใช้ในภาคขนส่ง ซึ่งผิดวัตถุประสงค์การอุดหนุน และซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของการอุดหนุนราคา เนื่องจากการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชือ้เพลิงไปอุดหนุนราคาแอลพีจีครัวเรือนก็เพื่อช่วบรรรเทาภาระของประชาชน แต่ไม่ใช่ภาคขนส่ง และ2. ลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเงินมาอุดหนุนราคาในแต่ละเดือน

ไม่เพียงเท่านี้ นโยบายปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีขั้นต่อไป คือ การปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่ง จากปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ 21.38 บาทต่อ กก. โดยจะเริ่มทยอยปรับหลังจากที่ราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนขยับขึ้นมาเท่ากับภาคขนส่งแล้ว ส่วนจะเป็นอัตราเท่าใดนั้น เป็นเรื่องในระยะยาวที่จะประเมินกันอีกครั้ง

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามของการปรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนครั้งนี้ ก็ถือว่ารัฐบาลเดินนโยบายที่ผิดจังหวะ แม้จะไม่ผิดหลักการก็ตาม เนื่องจากถือเป็นช่วงเวลาที่ค่าครองชีพของประชาชนต่างทยอยปรับขึ้นพร้อมกันทั้งหมด ตั้งแต่ราคาแอลพีจี ค่าไฟฟ้า ค่าทางด่วน และยังไม่นับรวมกับราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น

น่าสงสัยว่าเหตุใดทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจึงไม่มีการวางยุทธศาสตร์ด้านนโยบายพลังงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ?

ดังนั้นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอกับกระแสต่อต้าน และเสียงก่นด่าตามมา โดยเฉพาะราคาแอลพีจีครัวเรือนที่ถือเป็นต้นทุนของการปรุงอาหาร ที่มีตั้งแต่ภายในครัวเรือนไปจนถึงร้านอาหาร ภัตรคาร ใหญ่ๆ แม้กระทรวงพลังงานจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการทยอยปรับขึ้นราคา แต่แต่ภาคประชาชนส่วนหนึ่งก็ยังไม่เห็นด้วย และแอลพีจีครัวเรือน โดยคาดการณ์มีกลุ่มที่จะได้รับความช่วยเหลือรวม7.7 ล้านราย ซึ่งใช้ฐานข้อมูลจากกลุ่มคนใช้ไฟฟ้าฟรีไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร จนถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่าการประกาศปรับขึ้นราคาแอลพีจี ไม่ว่าจะมีมาตการลดผลกระทบหรือไม่ก็ตาม ในทางจิตวิทยาย่อมส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอาหารแน่นอน แม้กระทรวงพาณิชย์จะอ้างว่ากระทบต้นทุนราคาอาหารเพียง 23 สต.ต่อจาน แต่ในความเป็นจริงราคาอาหารปรับขึ้น 510 บาทต่อจาน

ในขณะที่กลุ่มหาบเร่ แผงลอยอาหาร รวมถึงร้านค้าก๊าซบางแห่งราว ที่ได้จากการสำรวจ 1.8 แสนรายทั่วประเทศ ไต่างไม่สนใจกับการช่วยเหลือครั้งนี้ สาเหตุหนึ่งเพราะไม่กล้าลงทะเบียนใช้สิทธิ ซื้อแอลพีจีราคาเดิมที่ได้โควตาไม่เกิน 150 ก.ก.ต่อเดือน เนื่องจากเกรงจะถูกนำชื่อไปตรวจสอบภาษีเงินได้ นั่นหมายความว่ามาตรการที่รัฐนำมาใช้เพื่อลดผลกระทบกำลังจะไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ และไม่สามารถชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ในที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน มนูญ ศิริวรรณ กล่าวว่า อันที่การปรับราคาแอลพีจีในช่วงนี้หลายคนอาจมองว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากอยู่ในช่วงที่ค่าไฟ ค่าทางด่วนปรับขึ้นพร้อมกันหมด ซึ่งจริงแล้วกระทรวงพลังงานน่าจะปรับราคาแอลพีจีตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ไม่ควรเลื่อนมาหลายครั้ง ทำให้ตอนนี้ถูกมองเป็นประเด็นทางการเมือง ส่วนที่ราคาอาหารได้ทยอยปรับขึ้นไปโดยอ้างราคาแอลพีจีนั้น ถ้ามองกันถึงต้นทุนจริงๆไม่มีเหตุผลที่อาหารต้องปรับขึ้น เพราะมีผลกระทบต่อต้นทุนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือเฉลี่ยถังขนาด 15 ก.ก. ก็ปรับขึ้นเพียง 7 บาทต่อถัง อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเข้ามาช่วยดูเรื่องราคาสินค้าด้วย ทั้งนี้ในด้านวิชาการเห็นว่ายังมีความจำเป็นในการปรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน ซึ่งอย่างน้อยก็ให้ทยอยปรับขึ้นบ้างเพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาตลาดโลก เพราะใช้นโยบายอุดหนุนราคามานานมากเกินไป จนทำให้เกิดปัญหาการลักลอบใช้แอลพีจีผิดประเภท แต่หากสามารถขยับราคาขึ้นมาได้ ก็จะทำให้ส่วนต่างราคาระหว่างแอลพีจีครัวเรือนกับภาคขนส่งแคบลง ลดการจูงใจให้กระทำผิด

นอกจากแอลพีจี ยังมีราคาพลังงานที่รอการปลดล็อกจากรัฐบาลอีก 2 เรื่อง คือ 1.การเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล หลังจากมีการปรับลดอัตราภาษีจาก 5.31 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 0.005 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2554 แม้กระทรวงการคลังจะมีความพยายามกลับมาเรียกเก็บภาษีเพื่อสะสมเป็นรายได้ ให้กับงบประมาณก็ตาม แต่ทางกระทรวงพลังงานยังมีความเห็นที่สวนทางกัน เพราะเนื่องจากยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมประกอบกับรัฐบาลยังมีนโยบายชัดเจนที่ต้องการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่จะเรียกเก็บภาษีคืน ท่ามกลางทิศทางราคาน้ำมันที่ผันผวน

สำหรับนโยบายที่ 2 คือ การปรับราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) โดยปัจจุบันมีราคาขายอยู่ที่ 10.50 บาทต่อ กก. ในขณะที่ ปตท.ต้องการเสนอปรับขึ้นราคา เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่ 1314 บาทต่อ กก. แต่เรื่องดังกล่าว “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” รมว.พลังงาน ยังไม่อนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาเนื่องจากเห็นว่าปตท.ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการให้บริการของปั๊มเอ็นจีวีได้ โดยจะมีปัญหาการต่อคิวยาว แล่ะจำนวนปั๊มเอ็นจีวีที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งเงื่อนไขที่กำหนดไว้คือ ปตท.ต้องแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆให้คลี่คลายลงจนเป็นที่พอใจก่อนจึงจะพิจารณาให้ปรับขึ้นราคาได้

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้คงต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลต่อนโยบายราคาพลังงานจะมีการปรับทิศทาเพื่อลดกระแสการต่อต้าน หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องราคาแอลพีจีที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งสะสางเพราะถือเป็นต้นทุนการดำเนินชีวิตของประชาชน ประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงเป็นราคาพลังงานที่มีผลต่อคะแนนประชานิยมของทุกๆรัฐบาล

นอกจากนี้ยังต้อ งรอผลการพิจารณาของศาลปกครองในวันที่ 10 ก.ย.นี้จะมีมติคุ้มครองชั่วคราวระงับการปรับราคาแอลพีจีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นประเด็นใหญ่ที่กระทรวงพลังงานต้องคิดให้รอบคอบหากผลการตัดสินสวนทางกับนโยบายการปรับราคา

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ