
ชง‘นครพนม’เขตปลอดภาษี
เอกชนดันนครพนมเป็นเขตปลอดภาษี พร้อมพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานรับฮับอินโดจีน
เอกชนดันนครพนมเป็นเขตปลอดภาษี พร้อมพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานรับฮับอินโดจีน
นายสุรพงษ์ ประเสริฐ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนใน จ.นครพนม เห็นว่าควรจะผลักดันให้นครพนมเป็นเขตปลอดภาษี (ฟรีโซน) เพื่อเอื้อต่อการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งจะเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะรับตลาดจีนใต้
พร้อมกันนี้ จะต้องเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบน้ำประปา ไฟฟ้าและเส้นทางคมนาคมขนส่งเพิ่มมากขึ้น เพราะขณะนี้จังหวัดมีศักยภาพรองรับคนได้เพียง 2.8 ล้านคนเท่านั้น ขณะที่คาดว่าเมื่อเปิดเออีซีจะมีคนจำนวนมากเดินทางเข้ามา เพื่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มทุนนอกพื้นที่เข้าไปหาทำเลและสำรวจศักยภาพความเป็นไปได้ในการตัดสินใจลงทุนแล้วหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ทั้งแม็คโคร เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีการขยายตัวบ้างแต่ไม่มากนัก เนื่องจากที่ดินในจังหวัดมีราคาแพง อีกทั้งเจ้าของโครงการยังต้องลงทุนขยายระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และถนน เข้าโครงการแล้ว จึงทำให้มีต้นทุนสูง
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า การเปิดเส้นทางจากสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 (นครพนมคำม่วน) ผ่านทาง สปป.ลาว ไปเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม ถือเป็นเส้นทางการค้าการลงทุนใหม่ในการขนส่งสินค้าจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยไปสู่ภาคใต้ของลาวและภาคเหนือของเวียดนาม สามารถเชื่อมต่อไปยังมณฑลกว่างซี และนครหนานหนิงของจีน ทำให้มูลค่าการนำเข้าส่งออกที่ผ่านทาง จ.นครพนม เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
สำหรับมูลค่าการนำเข้าและส่งออกของ จ.นครพนม พบว่า ปี 2553 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ปี 2554 ที่มีการเปิดใช้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันมีมูลค่าสูงขึ้นเป็นกว่า 5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณ 1,400 ล้านบาท ให้ จ.นครพนม เพื่อการลงทุนระบบสาธารณสุข รองรับการเป็นศูนย์กลางสุขภาพของอินโดจีนอีกด้วย แต่ขณะนี้การดำเนินงานยังล่าช้าอยู่มาก







