
ชี้สิ่งที่คน-องค์กรไทยขาดมุมมองจากคน "ฝึกอบรม"
“ถ้าให้คะแนนความกระตือรือร้นการปรับตัวของคนไทยสู่อาเซียน คงได้สัก 8 เต็ม 10 แต่ถ้าให้คะแนนความเข้าใจและการนำไปปฏิบัติ คงให้ได้แค่ 6 เต็ม 10”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“ถ้าให้คะแนนความกระตือรือร้นการปรับตัวของคนไทยสู่อาเซียน คงได้สัก 8 เต็ม 10 แต่ถ้าให้คะแนนความเข้าใจและการนำไปปฏิบัติ คงให้ได้แค่ 6 เต็ม 10”
นี่คือ “คะแนน” ที่ สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท แบงคอก เทรนนิ่ง อินเตอร์เนชั่นนัล (บีทีอาร์) บริษัทที่ปรึกษาและฝึกอบรม ประเมินหลังจากผ่านประสบการณ์การอบรมหลักสูตรอาเซียนแก่คนไทยทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนมานักต่อนัก
สาเหตุที่ให้คะแนนลักษณะดังกล่าว เพราะเขามองว่าคนไทยสนใจเรียนรู้เรื่องอาเซียนเป็นอย่างมาก แต่ในแง่การนำไปใช้จริงให้เข้ากับหน้าที่หรือธุรกิจของตัวเอง เช่น ควรจะขายสินค้าไปประเทศใด ไม่ควรจะขายใคร มีเพียงเฉพาะผู้ที่เติบโตมากับธุรกิจนำเข้าส่งออกอยู่แล้วเท่านั้น ที่พอจะเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้
เขาอธิบายว่า คนไทยส่วนหนึ่งยังขาดวิสัยทัศน์อาเซียน หรือ ASEAN Vision คือ การมองเห็นและเข้าใจประเด็นว่าตัวเองหรือองค์กรจะมีความเกี่ยวข้องกับอาเซียนอย่างไร และน่าจะได้รับประโยชน์อย่างไรบ้างทั้งในขณะนี้และในอนาคต ที่สำคัญคือบุคลากรในองค์กรมีวิสัยทัศน์ไม่ทัดเทียมกัน
ทางแก้ของปัญหาดังกล่าว คือ ต้องปลูกฝังวิสัยทัศน์อาเซียนให้แก่คนในองค์กรทุกระดับจากบนลงล่าง หรือ “ท็อปดาวน์” เพื่อให้ทุกคนตระหนักได้ว่า เมื่อได้รับความรู้นี้ไปแล้ว จะนำไปใช้ต่อยอดอย่างไร และสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปได้ในทิศทางเดียวกัน
สำหรับผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์อาเซียน คือ คนที่วิเคราะห์ตลาดเก่งทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งตลาดในประเทศ ตลาดใกล้เคียง และตลาดอาเซียนบวกสามและบวกหกในอนาคต ตลอดจนรู้จักการบริหารที่ดีท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ วิสัยทัศน์อาเซียน ไม่ได้หมายความว่า ต้องพาองค์กรออกต่างประเทศ เพราะแต่ละองค์กรก็มีลักษณะไม่เหมือนกัน สำหรับบริษัทที่ไม่เหมาะจะออกไปต่างประเทศ ผู้บริหารก็ต้องรู้จักตั้งรับอย่างมีภูมิคุ้มกัน
ทักษะที่จำเป็นสำหรับทุกคนในองค์กร อาจแบ่งได้ 2 ลักษณะ 1.ทักษะรุก สิ่งสำคัญที่สุดคือการเจรจาต่อรอง ออกไปตลาดต่างประเทศ ตกลงทำเงื่อนไข เช่น คุยกับผู้ประกอบการท้องถิ่น การจะเจรจาให้ประสบผลสำเร็จได้ก็ต้องรู้ 3 เรื่อง คือ กฎหมาย ภาษา และข้อจำกัด
2.ทักษะรับ ถือเป็นทักษะจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าในขณะนี้ สิ่งสำคัญคือต้องรู้เขารู้เรา
“ยกตัวอย่างแบรนด์ร้านน้ำชาแบรนด์หนึ่งในห้างดัง หากคนเดินผ่านไปผ่านมาเฉยๆ ก็แค่รู้สึกว่าร้านนี้สวยดีนะ แต่เราต้องการให้ทุกคนมีทักษะรับ จนรู้ว่าร้านน้ำชาร้านนี้คือแบรนด์สิงคโปร์นะ เคยไปตั้งสาขาในสหรัฐอเมริกามาแล้วด้วย ถ้าเป็นคนในธุรกิจร้านน้ำชายิ่งต้องมองต่อยอดให้เห็นผลกระทบถึงตัวเองได้ด้วย”
เขาจึงอยากให้ทุกคนในองค์กรมีทักษะรับมากขึ้น รู้ประวัติ รู้กลยุทธ์ และรู้จักแบรนด์ต่างๆ ในอาเซียน ที่สำคัญไม่ใช่แค่รู้จักเฉพาะที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกัน แต่ต้องรู้จักในธุรกิจอื่นๆ ด้วย เพราะท้ายที่สุดอาจมีความเชื่อมโยงกันและกลายมาเป็นคู่ค้าของกันได้
องค์กรขนาดเล็กเองก็จะละเลยการพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้คนในองค์กรไม่ได้ แม้คนในองค์กรอาจจะงานเยอะ แต่ก็ต้องจัดสรรเวลา เช่น เสาร์อาทิตย์ มาฝึกอบรมเพิ่มเติม แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้นได้ ต้องไม่ลืมสร้างวิสัยทัศน์อาเซียนให้เห็นประโยชน์ของการเตรียมความพร้อมก่อน
สุดท้าย สำหรับคนที่ต้องการจะไปทำงานต่างประเทศ เขามองว่าต้องเป็นผู้ที่ “สะเทินน้ำสะเทินบก” เพราะอาเซียนประกอบด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่หลากหลายและแตกต่างกันมาก การไปทำงานในบางประเทศอาจต้องอยู่ห่างไกลโรงพยาบาล คนที่ไปทำงานก็ต้องปรับตัวให้อยู่ได้
“เราอยากให้ทุกคนรีบพัฒนาวิสัยทัศน์และทักษะต่างๆ ที่ผ่านมาเราห่วงกันแต่ว่าจะมีคนมาดึงตัวคนของเราไป แต่หากเราไม่ปรับตัว จนไม่มีใครมาดึงตัวเราไป แล้วไปดึงตัวคนชาติอื่นหมด ผมว่าเรื่องนั้นน่าเป็นห่วงมากกว่า”







