posttoday
เอสเอ็มอีสายพันธุ์ใหม่พลิกแนวคิด คลิกธุรกิจที่ใช่ (3)

เอสเอ็มอีสายพันธุ์ใหม่พลิกแนวคิด คลิกธุรกิจที่ใช่ (3)

02 กันยายน 2556

3 ธุรกิจสุดท้ายจาก 9 ราย ในโครงการ KSMEมีตังค์เยอะ ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งในฉบับนี้จะเป็นกลุ่ม “ธุรกิจบริการ”

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

3 ธุรกิจสุดท้ายจาก 9 ราย ในโครงการ KSMEมีตังค์เยอะ ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งในฉบับนี้จะเป็นกลุ่ม “ธุรกิจบริการ” ประกอบด้วย ธุรกิจบริการที่พัก ต้นฮัก เกสต์เฮาส์ (Ton Hug Guest House) ธุรกิจไซด์ คาร์ (Side Car) รับผลิตรถไซด์คาร์ หรือรถพ่วงข้าง และธุรกิจบริการซ่อมแซมเสื้อผ้า ภายใต้ชื่อ มามา ฟิกซ์ (Mama Fix) ที่เจ้าของกิจการรุ่นใหม่ทั้ง 3 ราย ต่างมองเห็นโอกาสทางธุรกิจของตัวเองในมุมมองที่ต่างกัน

วันเฉลิม ชมภู วัย 24 ปี เจ้าของธุรกิจบริการที่พัก ต้นฮัก เกสต์เฮาส์ ใน จ.เชียงใหม่ เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจนี้มาจากพื้นฐานบุคลิกส่วนตัวที่มีใจรักบริการเป็นทุนเดิม ก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นพนักงานบริการภาคพื้นดินของสายการบินแห่งหนึ่ง ก่อนตัดสินใจหันมาทำธุรกิจเกสต์เฮาส์ด้วยเงินลงทุน 1 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินกิจการมานานร่วม 9 เดือนแล้ว และได้การตอบรับดีจากกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ที่เดินทางมาพักผ่อนในจังหวัดเชียงใหม่

สำหรับธุรกิจนี้ เริ่มด้วยการปรับปรุงตัวตึกเก่าของญาติ ซึ่งเป็นอาคารตั้งอยู่บริเวณท่าแพ ให้เป็นเกสต์เฮาส์สไตล์ “ลานนาบูทีค” ทำให้ตัดสินใจไม่อยากในการนำตึกดังกล่าวมาพัฒนาเป็นธุรกิจ เกสต์เฮาส์ ด้วยมองว่าเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับการบริการผู้คนที่เจ้าตัวชอบอยู่แล้ว พร้อมตัดสินใจออกจากงานประจำและหันมาทำธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัว ซึ่งชื่อ ต้นฮัก มีที่มาจากภาษาเมือง คำว่า ฮัก ที่หมายถึง ความรัก และภาษาอังกฤษ Hug หมายถึงการกอดด้วย เพื่อต้องการให้เกสต์เฮาส์แห่งนี้สะท้อนถึงความรักและความอบอุ่นให้กับแขกต่างเมืองที่เข้ามาพักด้วย

พร้อมใช้งบลงทุนอยู่ที่ 1 ล้านบาท สำหรับการปรับปรุง และตกแต่งภายใน ตึก2 คูหา มี3ชั้นครึ่ง ให้บริการ 12 ห้องพัก มีอัตราค่าห้องพักอยู่ที่ 150 บาท สำหรับห้องเดี่ยว และ 250 บาทสำหรับห้องคู่ ส่วนในช่วงไฮซีซัน อาจมีการปรับราคาอยู่ที่ประมาณ 300400 บาท ที่ปัจจุบันถือว่าได้การตอบรับน่าพอใจจากแขกที่เข้ามาพัก โดยมียอดพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 90% ซึ่งกลุ่มลูกค้ากว่า 95% เป็นชาวต่างชาติ และที่เหลือเป็นลูกค้าคนไทยภายในประเทศ

ด้าน ศักดิ์ชาย ยวงสวัสดิ์ เจ้าของธุรกิจ ไซด์ คาร์ หรือรถพ่วงข้าง บอกว่า เริ่มธุรกิจนี้มา 1 ปี จากตอนแรกที่ทดลองประกอบ ไซด์ คาร์ รถมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้งานกันเอง และได้รับความสนใจจากคนรอบข้างที่รู้จัก คนทั่วไปที่เห็นและสอบถามอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นว่าธุรกิจบริการ ไซด์ คาร์ ในไทย ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ด้วยปัจุบันยังไม่มีผู้ให้บริการธุรกิจลักษณะนี้อย่างจริงจังมากนัก

แนวคิดธุรกิจ ไซด์ คาร์ นี้ เริ่มจากการรียูส นำวัสดุเดิมที่มีอยู่อย่างถังน้ำมันขนาดใหญ่ มาดัดแปลงเป็น ไซด์ คาร์ พร้อมนำมาออกแบบใหม่ให้มีความน่าสนใจ และทันสมัย ตรงกับความต้องการของผู้สั่ง หรือที่เรียกว่า รีดีไซน์ ทั้งที่เป็นผู้ผลิตเองและรับทำตามแบบของลูกค้า จนถึงปัจจุบันสินค้าบริการนี้ได้การตอบรับดี จากกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และเขายังมองหาการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ด้วย

ขณะที่ราคาไซด์คาร์ จะเริ่มตั้งแต่2.53 หมื่นบาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับวัสดุและรูปแบบการผลิต โดยมีโรงงานประกอบตั้งอยู่ที่ย่านสุวินทวงศ์ โดยมีกำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 12 คัน ต่อเดือน เนื่องจากใช้แรงงานจำกัดด้วยถือเป็นเอสเอ็มอี ขนาดเล็กจริงๆ ซึ่งในอนาคต ศักดิ์ชาย วางแผนขยายธุรกิจไซด์ คาร์ ไปสู่การใช้งานด้านอื่นๆ เช่น บูธสินค้าเคลื่อนที่ คีออสก์สำหรับการจัดแสดงสินค้าต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะต้องเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้น ในรูปแบบของโรงงาน โดยหวังว่าภายใน 5 ปี อยากได้ส่วนแบ่งรายได้ราว 1% จากจำนวนของมอเตอร์ไซค์ที่มีอยู่ราว 30 ล้านคันทั่วประเทศ ที่จะเข้ามาเป็นลูกค้าไซด์คาร์

ปิดท้ายด้วย วรวีร์ ค้ำน้ำสี วัย 28 ปี เจ้าของธุรกิจ มามา ฟิกซ์ ที่ต่อยอดแนวคิดธุรกิจมาจากคนใกล้ตัว คือ คุณแม่ ที่รับจ้างตัดเย็บ ซ่อมแซมเสื้อผ้ามาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก และเห็นโอกาสว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างรายได้ดี หากมีการนำมาทำให้เป็นระบบ พร้อมสร้างแบรนด์ธุรกิจอย่างจริงจัง จึงทิ้งงานประจำด้านการตลาด และหันมารับช่วงต่อธุรกิจจากแม่อย่างเต็มตัว

สำหรับธุรกิจบริการนี้ เธอบอกว่าเป็นกิจการที่มีอนาคตสดใส ด้วยเห็นกลุ่มลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร ที่หมุนเวียนเข้ามาใช้บริการฝีมือจากคุณแม่อย่างต่อเนื่อง และยังมีรายได้ดีไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งหากนำมาพัฒนารูปแบบงานให้เป็นระบบเชิงพาณิชย์มากขึ้น เชื่อว่าจะสามารถรายได้ให้กับธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญยังเป็นการต่อยอดให้กับกิจการงานฝีมือของทางบ้านด้วย

นอกเหนือจากจุดเริ่มต้นแนวคิดธุรกิจดังกล่าวแล้ว วรวีร์ ยังเตรียมนำประสบการณ์จากการทำงานตลาดในช่วงที่ผ่านมา เพื่อปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจด้วย เช่น แผนการขยายกิจการในรูปแบบสาขา ในทำเลที่มีศักยภาพ เช่น ในศูนย์การค้า ที่พบว่าในปัจจุบันมีบริการลักษณะนี้ค่อนข้างน้อย หรือหาได้ยาก เป็นต้นซึ่งในช่วงแรกหากต้องเปิดสาขาร้าน มามา ฟิกซ์ คาดใช้งบลงทุนราว 2 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งเธอบอกว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับกิจการเดิมให้เข้าไปอยู่ในตลาดสมัยใหม่ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคนี้ด้วย

ในฉบับหน้าจะเป็นตอนพิเศษที่จะมาบอกเล่าถึงคุณสมบัติเฉพาะของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรุ่นใหม่จากโครงการ นี้ พร้อมทิศทางและโอกาสการเติบโตทางธุรกิจผ่านมุมมองเจ้าของสินเชื่อสถาบันการเงิน ธนาคารกสิกรไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท