
เก็บเอดีเหล็กนำเข้า3ชนิด
สกัดจีนเวียดนามเกาหลีทุ่มตลาดหวังป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
สกัดจีนเวียดนามเกาหลีทุ่มตลาดหวังป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
“พาณิชย์” ไฟเขียวใช้มาตรการเอดีเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก 3 รายการ ปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กไทย
น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) ที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ได้มีมติให้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) กับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจำนวน 3 รายการ เพื่อให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาด
ทั้งนี้ การใช้มาตรการเอดีทั้ง 3 รายการ ได้แก่ สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากเกาหลีใต้ ได้ประกาศผลการทบทวนอัตราอากรเอดีขั้นสุดท้าย โดยให้เรียกเก็บอากรเอดีในอัตราระหว่าง 13.58-58.85% ของราคาซีไอเอฟ และให้เรียกเก็บอากรเอดีในอัตรา 0% สำหรับสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกภายใต้กฎหมายคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรมศุลกากร
ขณะเดียวกันได้พิจารณาสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นที่นำเข้าจากจีน เวียดนาม และไต้หวัน ได้ขยายระยะเวลาการเรียกเก็บหลักประกันอากรเอดี เพราะเห็นว่ามีพฤติกรรมมีเหตุอันควรเชื่อ โดยมติให้ขยายระยะเวลาการเรียกเก็บหลักประกันอากรออกไป 4 เดือน จากเดิมถึงวันที่ 10 ส.ค. 2556 เป็นถึงวันที่ 10 ธ.ค. 2556 โดยเรียกเก็บในอัตรา 11.76% ของราคาซีไอเอฟสำหรับสินค้านำเข้าจากจีน 11.86% กับสินค้านำเข้าจากเวียดนาม และ 8.76% สำหรับสินค้านำเข้าจากไต้หวัน
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนสูงจากจีน เนื่องจากผู้ผลิตสินค้าจากจีนได้ส่งสินค้าเข้ามาทุ่มตลาดจนก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมผลิตเหล็กลวดคาร์บอนสูงในประเทศ จึงได้กำหนดให้เรียกเก็บอากรชั่วคราวหรือหลักประกันอากรชั่วคราวตอบโต้การนำเข้าสินค้าดังกล่าวในอัตราระหว่าง 16.14-33.98% โดยให้เรียกเก็บอากรชั่วคราวในอัตรา 0% สำหรับสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกภายใต้กฎหมายบีโอไอ การนิคมอุตสาหกรรมฯ และกรมศุลกากร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 2556 เป็นระยะเวลา 4 เดือน
“การใช้มาตรการเอดีก็เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ หากพิสูจน์ได้ว่าสินค้าจากต่างประเทศมีการทุ่มตลาดไทยจริง ในขณะเดียวกันไทยก็อาจถูกใช้มาตรการเอดีจากต่างประเทศ หากผู้ประกอบการไทยมีการแข่งขันตัดราคาส่งออกราคาต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องต้องระมัดระวัง” น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าว







