
ถกกู้ส่งออกปี"56ขายผ้าเอาหน้ารอด?
หลังตัวเลขการส่งออกไทยในช่วง 7 เดือนแรกเปิดเผยออกมา พบว่าขยายตัวเพียงแค่ 0.60% มูลค่า 1.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
หลังตัวเลขการส่งออกไทยในช่วง 7 เดือนแรกเปิดเผยออกมา พบว่าขยายตัวเพียงแค่ 0.60% มูลค่า 1.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และนับจากนี้เหลืออีกเพียงแค่ 5 เดือนจะสิ้นปี 2556 จึงค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า การส่งออกไทยในปีนี้จะขยายตัวไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 77.5% อย่างแน่นอน
ภาคการส่งออกของไทยในปี 2556 นี้ ประสบกับปัจจัยลบมาตั้งแต่ต้นปี ที่หนักหนาสาหัสประการหนึ่ง คือ ภาวะค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้การส่งออกไทยชะลอตัวอย่างหนัก เนื่องจากราคาสินค้าแพงขึ้นกว่าประเทศคู่แข่ง และแม้ว่าขณะนี้ปัญหาค่าเงินบาทจะคลี่คลายและพลิกกลับมาอ่อนค่าแตะ 31-32 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่การส่งออกไทยก็กลับต้องเผชิญปัญหาใหญ่ คือ กำลังซื้อทั่วโลกหดตัว จากภาวะเศรษฐกิจในหลายประเทศที่ยังไม่ฟื้น ตัวการส่งออกปี 2556 ที่เผชิญ
ที่สำคัญ คือ ประเทศที่เคยเป็นเสาหลักให้กับเอเชียอย่างประเทศจีน ก็กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อภายในประเทศจีนเองเท่านั้น ยังกระทบต่อภาคการส่งออกไทย ในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพของไทย เพราะจีนเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายที่จะผลักดันการส่งออกไปให้มากขึ้น เพื่อทดแทนตลาดหลักอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มยุโรป ที่ต่างก็นำเข้าสินค้าจากไทยน้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังอึมครึม
นอกจากนี้ การส่งออกไทยอาจต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่จากสถานการณ์ในประเทศซีเรีย ที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าอาจปะทุเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 จนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการส่งออกสินค้าไทยไปทั่วโลก
สถานการณ์ต่างๆ ดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบการส่งออกไทยให้หลุดเป้าหมายอีกรอบนั้น ส่งผลให้รัฐบาลโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่ง นิวัฒน์ธำรงบุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์แก้ปัญหาการส่งออกอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ภาวะหดตัวของการส่งออกกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากภาคการส่งออกมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะมีสัดส่วนสำคัญของรายได้ประเทศไม่ต่ำกว่า 60-70%
แนวทางการแก้ไขปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ คือ การเร่งระดมผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า 20 รายการแรกของการส่งออกไทยมาประชุมเพื่อหารือในการลดปัญหาและอุปสรรคให้กับภาคการส่งออก รวมทั้งสั่งให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเร่งทำแผนผลักดันการส่งออกใหม่ จากเดิมที่การผลักดันการส่งออกจะเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น งานแสดงสินค้า และการจับคู่ทางธุรกิจ เป็นส่วนใหญ่
ทั้งนี้ พบว่ามาตรการที่กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการ ยังคงเน้นแนวทางเดิมเป็นหลัก คือ การพยายามผลักดันสินค้าที่ยังมีศักยภาพให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมทั้งการเดินทางไปจับคู่ธุรกิจที่จะเน้นเชิงลึก หรือเรียกว่าเคาะประตูบ้านเพื่อขายของ รวมทั้งการมองหาตลาดใหม่มาทดแทนตลาดเดิมที่โอกาสขยายตัวน้อยลง
แต่ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกหดตัว จึงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่การจัดกิจกรรมลักษณะดังกล่าวจะเพิ่มยอดการส่งออกแบบถล่มทลาย อย่างดีก็เพื่อให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด แนวโน้มการจัดกิจกรรมหลังจากนี้ จึงเพียงแต่ประคองสถานการณ์ไม่ให้ตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยหดตัวกว่าเดิม
สำหรับการเรียกประชุมผู้ส่งออกแต่ละกลุ่มสินค้า ก็ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่สะเด็ดน้ำอีกครั้งของรัฐบาล เพราะต้องยอมรับว่าภาคการส่งออกเกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานราชการ แต่กลับไม่มีการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเพียงพอ แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะเรียกภาคเอกชนเพื่อเสนอปัญหาและหามาตรการลดอุปสรรคภาคการส่งออกให้แต่ละกลุ่มสินค้า เพราะหากสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จในคราวเดียว ย่อมมีประสิทธิภาพกว่า
แต่หากการใช้มาตรการเหล่านั้นไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอื่น เมื่อกระทรวงพาณิชย์ส่งต่อข้อมูลไปให้ หลายครั้งที่การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นกลับเงียบไปเฉยๆ ไม่มีการส่งไม้ต่อที่ดีพอ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาการส่งออก
ดังนั้น หากต้องการผลักดันให้ภาคการส่งออกยังเป็นเสาหลักให้กับเศรษฐกิจไทยอยู่ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงควรต้องเข้ามาบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงให้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วการเรียกกลุ่มผู้ส่งออกมาหารือ เป็นเพียงการขายผ้าเอาหน้ารอด ที่ไม่มีการแก้ไขปัญหาให้กับภาคส่งออกได้จริง เพราะเมื่อภาคการส่งออกกลับมากระเตื้องขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจจะดีขึ้น หรือการทำงานอย่างหนักของภาคเอกชน ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ของผู้ส่งออกก็จะเงียบเป็นสายลม
และเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจโลกกลับมาแย่ หรือชะลอตัวอีกครั้ง รัฐบาลก็กลับมาฮึกเหิมเรียกภาคส่งออกแก้ไขในปัญหาเดิมๆ ซึ่งไม่สามารถบูรณาการการแก้ไขปัญหาให้กับภาคส่งออกได้อย่างจริงจัง
เพราะหากจะทำได้ตามเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยจะต้องมีมูลค่าส่งออกไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในแต่ละเดือน







