
กองทุนกู้เรียนสาหัส ทวงหนี้เด็กเอาตัวรอด
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ดำเนินการให้เงินกู้เด็กนักเรียนมาเป็นเวลา 17 ปีแล้ว แต่การดำเนินการของกองทุนกลับอ่อนแอลงทุกวันจนอาการน่าเป็นห่วง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ดำเนินการให้เงินกู้เด็กนักเรียนมาเป็นเวลา 17 ปีแล้ว แต่การดำเนินการของกองทุนกลับอ่อนแอลงทุกวันจนอาการน่าเป็นห่วง
กยศ. เจอมรสุมทั้งขึ้นทั้งล่อง ด้านปล่อยกู้เงินก็ไม่พอ เพราะถูกตัดงบ ขณะที่ทางด้านหนี้ก็มีปัญหา เพราะนักเรียนเบี้ยวหนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมาจากทั้งสาเหตุเด็กจงใจเบี้ยว และอีกสาเหตุหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าระบบติดตามหนี้ของกองทุนไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรเป็น
ในปัญหาด้านแรก เงินที่ต้องปล่อยกู้ให้กับเด็กในปีงบประมาณ 2557 ต้องใช้เงินปล่อยกู้เด็กทั้งหมดราว 3.56 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับเด็กราว 8.65 แสนราย โดยเป็นเงินหมุนเวียนที่ได้จากการชำระหนี้ของนักเรียนที่จบทำงานแล้ว 1.21 หมื่นล้านบาท
ส่วนที่เหลือ 2.35 หมื่นล้านบาท ขอจากงบประมาณ ซึ่งมีปัญหาถูกตัดงบ 6,700 ล้านบาท จะทำให้กระทบกับการปล่อยกู้นักเรียนทั้งรายเก่าและรายใหม่ถึง 5 แสนราย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ กยศ.อยู่ในภาวะที่ล้มทั้งยืน ต้องดิ้นหาเงินมาโปะงบที่ถูกตัดไป ซึ่งมองไปรอบตัวก็มีอยู่เพียงทางเดียวก็คือการทวงหนี้จากเด็กที่จบมีงานทำ เพื่อนำมาเงินมาต่อชีวิตให้กับกองทุนได้มีเงินปล่อยกู้ได้เพียงพอ
แต่ทว่า การทวงหนี้เด็กก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อการดำเนินงานที่ผ่านมาฟ้องว่ามีปัญหาอยู่ในขั้นโคม่าเช่นกัน
กยศ.แจงข้อมูลว่า มีเด็กนักเรียนที่เรียนจบแล้วต้องชำระหนี้ให้กับกองทุนทั้งหมด 2.15 ล้านราย เป็นวงเงิน 1.94 แสนล้านบาท แต่เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้กว่า 1.48 ล้านราย เป็นวงเงิน 1.36 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะหากคิดเป็นจำนวนราย คิดเป็นถึง 60% ที่เบี้ยวหนี้ หากคิดเป็นจำนวนเงินคิดเป็น 80% ที่ไม่ได้รับการชำระคืน
ตัวเลขเบี้ยวหนี้ทำให้กองทุนอยู่ในสภาพที่อ่อนแรง ไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยขาของตัวเอง ต้องแบกหน้าไปขอเงินงบประมาณเติมอยู่ทุกปี ขณะที่ผู้จัดสรรงบประมาณก็เห็นว่า กยศ.ควรออกแรงแก้ปัญหาให้มากกว่าที่เป็นอยู่
ส่งผลให้ที่ผ่านมามีข่าวออกมาในทางลบกับกองทุน ในการดำเนินการฟ้องเด็กทวงหนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ กยศ.กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะไม่ทำกองทุนก็ไม่ได้เงินคืนมาปล่อยกู้ใหม่ ทำไปแล้วก็โดนสังคมตราหน้าว่ารังแกเด็ก
ความเสียหายของกองทุนยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่ต้องฟ้องร้องทวงหนี้เด็กที่ให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ดำเนินการให้ปีละถึง 600 ล้านบาท จากที่ธนาคารกรุงไทยคิดค่าฟ้องหัวละประมาณ 6,000 บาท
ทำให้ กยศ.ต้องปรับแผนการทวงหนี้ใหม่ จากที่ใช้ไม้แข็งมาเป็นใช้ไม้นวม ลดแลกแจกแถมจูงใจให้มาใช้หนี้ โดยมีการจัดงานใหญ่ถึงขนาดเชิญ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานกดปุ่มมหกรรมทวงหนี้เด็กกันเลยทีเดียว
โปรโมชันที่ กยศ.รณรงค์ชำระหนี้ ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการในช่วง พ.ย.2556มี.ค. 2557 อันดับแรก ผู้ที่ชำระหนี้ปกติและมาปิดบัญชีชำระก่อนก็จะลดหย่อนเงินต้น 3.5% ทันที
ขณะที่ลูกหนี้ในกลุ่มค้างชำระหนี้ หากมาชำระคืนตามปกติ จะลดค่าปรับให้ 100% จากปัจจุบันคิดค่าปรับที่ 18% ของต้นเงินกู้
ส่วนลูกหนี้ค้างชำระมาปิดบัญชีชำระทั้งก้อน จะลดค่าปรับให้ 100% และลดดอกเบี้ยให้อีก 50%
จากโปรโมชันต่างๆ กยศ. ตั้งเป้าไว้ไม่มาก ขอให้มีคนมาเข้าร่วมโครงการเพียง 10% เท่านั้น เพื่อให้ได้เงินประมาณ 6,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงบประมาณที่ถูกตัดไป เพื่อไม่ให้กระทบกับการปล่อยกู้ในปีงบประมาณ 2557 เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
ขณะที่ระยะต่อไป กยศ.วางแผนทวงหนี้เด็กให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยจะมีการประสานกับทางกรมสรรพากรติดตามข้อมูลเด็กที่กู้เงินจบไปแล้วมีงานทำ ซึ่งต้องเสียภาษีให้กับกรมสรรพากร ก็ให้ทางกรมสรรพากรเก็บหนี้ให้กับทาง กยศ. อีกทางหนึ่งด้วย
แม้ว่าการให้กรมสรรพากรทวงหนี้เด็กให้ยังมีปัญหาข้อกฎหมาย เพราะกรมสรรพากรมีหน้าที่เก็บภาษี ไม่มีอำนาจไปเก็บหนี้ให้ใคร แต่ว่าการแก้ไขไม่ยาก เพราะอาจจะให้กรมสรรพากรตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาเป็นนิติบุคคลต่างหากขึ้นมาทำหน้าที่ทวงหนี้ให้กับ กยศ.ก็ได้
โดยแนวทางดังกล่าวคณะกรรมการของ กยศ.เห็นชอบและให้เดินหน้าเต็มสูบ เพราะเชื่อมั่นในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรว่าเด็กที่เบี้ยวหนี้ไม่สามารถหนีรอดได้
นอกจากนี้ กยศ.ยังใช้ไม้แข็งโดยมีแผนในปี 2561 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า จะนำข้อมูลเด็กที่กู้เงินและต้องชำระหนี้กับทางกองทุนเข้า บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เพื่อเป็นการบีบเด็กที่ไม่ชำระหนี้ให้มาชำระหนี้ เพราะไม่เช่นนั้นในอนาคตข้อมูลต้องเข้าเครดิตบูโรและมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ จะทำให้มีปัญหาในการกู้อย่างอื่นๆ ได้ง่าย
ทั้งหมดทำให้เห็นว่า กยศ.เดินหน้าเต็มสูบเพื่อทวงหนี้เด็กทุกวิถีทาง เพื่อหาเงินมาโปะกองทุนให้เดินหน้าต่อไปได้โดยที่ไม่มีปัญหาถังแตกอย่างที่เป็นอยู่







