
แนะเออีซีลดพึ่งจีน
เร่งผุดอาร์แอนด์ดีโครงสร้างพื้นฐาน จี้แก้คอร์รัปชันเพิ่มธรรมาภิบาล
เร่งผุดอาร์แอนด์ดีโครงสร้างพื้นฐาน จี้แก้คอร์รัปชันเพิ่มธรรมาภิบาล
เลขาฯ อังค์ถัดแนะอาเซียนลดพึ่งจีน หลังจีนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ พร้อมหนุนลุยอาร์แอนด์ดี
นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยในงานไทยแลนด์ โฟกัส 2013 ว่า ขณะนี้อาเซียนต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยลดพึ่งพาจีน เนื่องจากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนกำลังทยอยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของตัวเอง
“เศรษฐกิจของจีนเติบโตสูงแต่อาจไม่มีประสิทธิภาพ เพราะที่ผ่านมาจีนมีกำลังผลิตมากจนเกินความต้องการในประเทศ ทำให้ต้องพึ่งพาการส่งออกเยอะ แต่ตอนนี้จีนกำลังปรับสมดุลเศรษฐกิจตัวเองให้มั่นคงขึ้น พึ่งพาต่างชาติน้อยลง หลายประเทศที่เศรษฐกิจยังขึ้นอยู่กับจีนจึงควรรีบปรับตัว” นายศุภชัย กล่าว
ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของจีน มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเอฟดีไอของอาเซียนมีมูลค่ารวมกันประมาณ 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นเมื่ออาเซียนรวมกันเองก็ถือว่ามีความแข็งแกร่งพอสมควรแล้ว
ทั้งนี้ สิ่งที่อาเซียนควรทำต่อจากนี้คือการลงทุนด้านการพัฒนาและวิจัย(อาร์แอนด์ดี) และโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้น สร้างห่วงโซ่คุณภาพ เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตต่างๆ เอง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ที่สำคัญต้องมั่นใจว่าอาเซียนจะมีคะแนนในสกอร์การ์ดด้านซีเอสอาร์ การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นและธรรมาภิบาลด้วย
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ทั่วโลกตอนนี้มีความพยายามรวมกลุ่มที่น่าสนใจและต้องจับตา 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มความเป็นหุ้นส่วนทางการค้าและการลงทุนระหว่างแอตแลนติก (TTIP) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐ2.กลุ่มความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือทีพีพี(TPP) มีแกนนำคือสหรัฐและสมาชิกในเอเชียแปซิฟิกอีกหลายประเทศ และ3.กลุ่มความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจครอบคลุมระดับภูมิภาค หรืออาร์ซีอีพี (RCEP) ประกอบด้วยกลุ่มอาเซียนบวก 6
สำหรับ 2 กลุ่มแรกนั้น เป็นการรวมกลุ่มที่มุ่งเน้นการยกระดับกฎระเบียบ กฎหมาย และมาตรฐานการค้าระหว่างกันให้สูงขึ้น คาดว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จได้เร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตามท่าทีของจีนยังเฝ้าจับตาการเข้าร่วมทีพีพีอยู่ด้วยจึงอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อทั้งทีพีพีและอาเซียนในอนาคต
ขณะที่อาร์ซีอีพีนั้นถือเป็นเป้าหมายที่อาเซียนควรให้ความสำคัญมากกว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ปี 2558 จึงไม่ใช่ปีที่มีความหมายอะไร หากอาเซียนยังคงมีมาตรการระหว่างทาง เช่น มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี







