
เจาะอนาคตเศรษฐกิจอาเซียนกระเทาะ 4 ตัวแปรสำคัญ
อาเซียนเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว มีจุดแข็งหลายด้านทั้งตลาดขนาดใหญ่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงเป็นฐานการลงทุนแห่งใหม่
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
อาเซียนเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว มีจุดแข็งหลายด้านทั้งตลาดขนาดใหญ่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงเป็นฐานการลงทุนแห่งใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกสนใจ นอกจากเสถียรภาพของกลุ่มแล้ว อนาคตของเศรษฐกิจอาเซียนยังขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ปัจจัยภายนอกและภายในที่มีทั้งด้านบวกและลบ
ฉั่วฮักบิน หัวหน้าแผนกเศรษฐกิจเกิดใหม่ของแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ กล่าวในงานสัมมนาไทยแลนด์ โฟกัส ว่า ปัจจัยที่จะกระทบเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคตได้แก่ ปัจจัยแรก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ลดลงอย่างมาก หลังจากพุ่งสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศในอาเซียนที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ยางพารา หรือข้าว ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าลดลงและทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่เว้นแม้แต่ประเทศมาเลเซียที่ยังคงเป็นประเทศเดียวที่ยังได้ดุลการค้า แต่ก็เป็นการได้ดุลที่น้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่วิกฤตการเงินเอเชียในปี 2550
ปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องไปยังนโยบายของแต่ละประเทศที่จำเป็นต้องมีนโยบายอุดหนุนด้านราคา โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคและผู้ผลิตในประเทศ แต่การดำเนินนโยบายแบบนี้ทำให้รัฐบาลประเทศอาเซียนต้องเสี่ยงกับการขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นและสั่นคลอนความมั่นคงของเศรษฐกิจ
ปัจจัยที่สอง คือ การลดมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของสหรัฐ เนื่องจากมีสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้เม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้เริ่มไหลกลับออกไป ส่งผลให้เกิดความผันผวนทั้งในตลาดทุนและตลาดพันธบัตรในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดทุนและตลาดพันธบัตรอาเซียนขยายตัวอย่างมาก เพราะเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติที่หนีภาวะถดถอยในตลาดยุโรปและสหรัฐเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยพบว่าตลาดพันธบัตรได้รับเงินสูงกว่าตลาดทุน ดังนั้นเม็ดเงินที่ไหลออกจึงส่งผลต่อตลาดพันธบัตรอย่างมากและสถานการณ์จะเริ่มรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ในกรณีดังกล่าว ประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงจะสามารถทนต่อสถานการณ์ได้ดีกว่า เพราะสามารถปกป้องสกุลเงินท้องถิ่นไม่ให้ผันผวนมากเกินไป
ปัจจัยที่สาม คือ การลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินเยน ทำให้ญี่ปุ่นมีขีดความสามารถการแข่งขันด้านส่งออกสูงขึ้นอีกทั้งยังมองหาโอกาสขยายการลงทุนและฐานการผลิตในต่างประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีนักลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนมากเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้
ขณะเดียวกันปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่ย่ำแย่ลง ทำให้ญี่ปุ่นย้ายเงินลงทุนจากจีนเข้ามายังอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเร่งการเติบโตของภูมิภาคนี้ด้วย
ปัจจัยสุดท้าย คือ ปัญหาแรงงาน ประเทศในเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงอาเซียนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชาคมมีคนวัยทำงานลดลง ส่งผลต่อความสามารถในการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวมและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต
สำหรับประเด็นนี้ การร่วมมือกับประเทศพม่าจะช่วยผ่อนคลายปัญหานี้ให้กับประเทศไทยได้ ขณะเดียวกันฟิลิปปินส์ก็เป็นประเทศที่มีแรงงานจำนวนมาก มีการส่งออกแรงงานไปทำงานในต่างประเทศและส่งรายได้กลับประเทศมูลค่ามหาศาล
การขาดแคลนแรงงานในภูมิภาคนี้ จะส่งผลให้ค่าแรงพุ่งขึ้นอย่างมากและจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันทางเศรษฐกิจในอนาคต ยกเว้นประเทศฟิลิปปินส์ที่มีแรงงานเพียงพอต่อความต้องการ
จากปัจจัยต่างๆ ข้างต้นทำให้เห็นว่าอาเซียนจะต้องเร่งเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงรอบด้านในอนาคต







